9 หลุมพรางการฟัง


“ศิลปะของการฟัง… มากกว่าแค่การนั่งฟังเฉยๆ…” การฟังมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการกระทำแบบ passive act นั่งฟังไปอย่างนิ่งๆ เรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริง “การฟังเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความตั้งใจ สติ และการจัดการอารมณ์ (ของตัวเราเอง) อย่างเหมาะสม”

ในบทความวันนี้ #เพจselminder ผมอยากชวนคุยถึงกับดักในการฟังที่หลายคนอาจเผลอตกหลุมพรางโดยไม่รู้ตัว ซึ่งทำให้บทสนทนาไปไม่ถึงการแก้ไขของปัญหาที่ดีได้ โดยผมบูรณาการเนื้อหาจากหนังสือ Nonviolent Communication โดย Marshall B. Rosenberg PhD เข้ากับกรอบแนวคิดของ #การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning หรือ SEL) ที่จะช่วยให้เราเป็นผู้ฟังที่เข้าใจ มีความเห็นอกเห็นใจ จัดการอารมณ์ของตนเองได้ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับผู้อื่น


9 หลุมพรางการฟัง

เมื่อเราพยายามจะเข้าใจทุกอย่างทันที เรามักเผลอแทรกคำถามก่อนที่ผู้พูดจะพูดจบ ซึ่งกลายเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากประเด็นหลัก และทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเรื่องราวของตนขาดความต่อเนื่อง

วิธีแก้ด้วย SEL: การตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) สอนให้เราฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ หลีกเลี่ยงการถามแทรก ผมแนะนำให้ใช้เทคนิค “การฟังแบบสะท้อนกลับ” (Reflective Listening) กล่าวคือ ใช้การ “ถอดความคำพูด” ในสิ่งที่ผู้พูดพูดด้วยคำพูดของเราเอง เพื่อแสดงว่าเราเข้าใจ วิธีนี้ช่วยให้ผู้พูดรู้สึกว่าเขาได้รับการรับฟังจริงๆ และสามารถเล่าเรื่องต่อไปได้อย่างเต็มที่

การที่เรารีบเสนอวิธีแก้ปัญหาทันทีโดยยังไม่เข้าใจความกังวลของผู้พูดอย่างถ่องแท้ ทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับการรับฟังและรู้สึกว่าเรื่องของเขาถูกรีบตัดจบ

วิธีแก้ด้วย SEL: จากประสบการณ์ของผมพบว่า ..เมื่อมีคนมาเล่าปัญหา มักไม่ใช่เพราะพวกเขากำลังมองหาวิธีแก้ปัญหา แต่เขาเพียงต้องการให้มีคนรับฟังเท่านั้นเอง… ดังนั้น คนฟังจึงต้องพยายาม “ฮึบ!!” แรงกระตุ้นภายในที่จะรีบแก้ไขปัญหาแทนเขา ให้ดึงทักษะการจัดการตนเอง (Self-Management) มาใช้ในสถานการณ์นี้ ช่วยให้เราฝึกฝนการฟังโดยไม่เร่งแก้ปัญหา ให้โอกาสผู้พูดได้ระบายความรู้สึกของตนเองออกมา ซึ่งทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเขามีพื้นที่ในการคิดและหาทางออกด้วยตัวเอง

การตัดสินความรู้สึกของผู้พูดอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าอารมณ์ของเขาถูกลดทอนความสำคัญ เช่น เช่น “มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น” หรือ “คุณคิดมากไป” หรือแม้กระทั่ง “ใจเย็นๆ นะ อย่าไปโกรธเขาเลย”

วิธีแก้ด้วย SEL: การตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) ช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของการฟังโดยไม่ตัดสิน การยอมรับอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด และเข้าใจว่าทุกความรู้สึกมีความหมาย (แม้ว่าจะแตกต่างจากความรู้สึกของเราก็ตาม) การรับรู้และยอมรับอารมณ์ของเขาเป็นการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ผู้พูดรู้สึกว่าตนเองได้รับการเคารพ

การพูดสั่งสอนให้เซนส์ของผู้ที่อยู่สูงกว่า การรีบเสนอคำแนะนำโดยที่ผู้พูดอาจไม่ได้ร้องขอ อาจทำให้ผู้พูดรู้สึกเหมือนกำลังถูกตำหนิหรือลดทอนความคิดของตนเอง

วิธีแก้ด้วย SEL: การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (Relationship Skills) ช่วยให้เราสื่อสารอย่างเคารพ แทนที่จะเข้าสู่โหมดสั่งสอน ผมแนะนำให้ใช้คำถามปลายเปิดให้ผู้พูดคิดต่อ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปของตนเอง การทำเช่นนี้จะส่งเสริมความเคารพ สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

บ่อยครั้งที่เราเผลอเปลี่ยนบทบาทจากผู้ฟังกลายเป็นนักวิเคราะห์ พยายามขุดคุ้ยหาสาเหตุและที่มาของปัญหาจนลืมสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ อารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด ทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าอารมณ์ของตนถูกละเลยและเรื่องราวกลายเป็นเรื่องทางตรรกะมากกว่าอารมณ์

วิธีแก้ด้วย SEL: การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) ช่วยให้เรารับรู้ได้ว่าเรากำลังฟังด้วยหัวใจหรือสมองกันแน่… และแทนที่จะวินิจฉัยปัญหา ผมขอแนะนำให้ใช้การฟังเพื่อสะท้อนกลับ (reflective listening) กล่าวคือ การพูดสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดกลับไป การให้ความสำคัญกับอารมณ์มากกว่าการหาเหตุผล และปล่อยให้ผู้พูดได้จัดการกับอารมณ์ของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ

การเปรียบเทียบประสบการณ์ของผู้พูดกับตัวเองหรือคนอื่น อาจดูเหมือนว่าเราพยายามจะช่วยให้เขาสบายใจ แต่จริงๆ แล้วทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าประสบการณ์ของตนถูกลดทอนความสำคัญ

วิธีแก้ด้วย SEL: ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Skills) ช่วยให้เราเข้าใจว่าประสบการณ์ของแต่ละคนมีความหมายต่างกัน เราควรเคารพการเดินทางทางอารมณ์ของเขาโดยไม่ต้องเปรียบเทียบ ฟังและรับรู้ความรู้สึกของพวกเขาแทนที่จะเปรียบเทียบจะทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าตนได้รับความสำคัญ

บางครั้งเราเร่งหาทางออกหรือไกล่เกลี่ยปัญหา กลัวว่าเรื่องราวจะใหญ่โต.. เร็วเกินไป!! โดยที่ผู้พูดยังไม่ทันได้เล่าเรื่องให้จบ ซึ่งทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจหรือไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขากำลังเผชิญ

วิธีแก้ด้วย SEL: ทักษะการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Decision-Making) สอนให้เราชั่งน้ำหนักผลกระทบของคำพูดและการกระทำของเรา ในบริบทนี้ การให้เวลาและพื้นที่แก่ผู้พูดในการสำรวจอารมณ์ของตนเอง การไม่ตัดสิน และไม่รีบหาทางแก้ไข (จนเร็วเกินไป) ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อความคิดและอารมณ์ของผู้พูด

บางครั้งเราฟังแล้วเผลอ “อิน” มากไปหน่อย จึงพูดให้กำลังใจหรือแสดงความเห็นด้วยอย่างเกินจริง บางครั้งอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง เช่น “มันน่าโมโหมาก! อย่าปล่อยให้มันทำแบบนั้นกับเธอได้!” สิ่งนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่เป็นการเพิ่มความรุนแรงให้มากขึ้น

วิธีแก้ด้วย SEL: ทักษะการจัดการตนเอง (Self-Management) ช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ของตัวเองและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ เห็นอกเห็นใจโดยไม่ส่งเสริมความขัดแย้ง การสนับสนุนอย่างมีสติจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ดีกว่า

เมื่อเราพยายามหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับ “สนามอารมณ์ความรู้สึก” เบื้องหลังของการกระทำเช่นนี้เพราะเราไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจ เลยพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แต่ในทางตรงกันข้ามอาจทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าความรู้สึกของเขาถูกเพิกเฉย

วิธีแก้ด้วย SEL: การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) ช่วยให้เรารับมือกับอารมณ์ที่ท้าทายทั้งของตนเองและผู้อื่น การสะท้อนอารมณ์ของผู้พูดกลับไป ทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าตนเองมีพื้นที่ในการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย


การฟังเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่การฟังอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด นี่คือเหตุผลที่การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (SEL) มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงนิสัยการฟังของเรา เมื่อเราใช้หลักการ SEL ในการฟัง เราจะสามารถเข้าใจและเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่คือ 4 เหตุผลว่าทำไม SEL จึงจำเป็นต่อการพัฒนาทักษะการฟัง:


1) มีสติ (Be present)

การฟังอย่างมีสติต้องการ “ช่วงเวลาปัจจุบัน” ที่ปราศจากสิ่งรบกวนหรืออคติ การมีสติหมายถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้พูดกำลังสื่อสาร ไม่ใช่เพียงแค่รอให้เขาพูดจบเพื่อที่เราจะได้ตอบกลับ SEL ช่วยให้เราพัฒนาความสามารถในการตระหนักรู้ตนเองและเข้าใจว่าช่วงเวลานี้ควรทุ่มเทให้กับผู้พูดโดยสมบูรณ์


2) แสดงความเห็นอกเห็นใจ (Show empathy)

การแสดงความเห็นอกเห็นใจเป็นการสื่อสารว่าคุณเข้าใจและรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้พูด การใช้ SEL ในการฟังช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้โดยการเข้าใจความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังคำพูด การฟังไม่ใช่แค่การได้ยิน แต่คือการเข้าถึงอารมณ์และประสบการณ์ของผู้พูด ซึ่ง SEL ช่วยให้เราเพิ่มพูนทักษะด้านการรับรู้ทางสังคม (Social Awareness) ที่สำคัญในกระบวนการฟัง


3) ยืนยันอารมณ์ (Validate emotions)

การยืนยันอารมณ์ของผู้พูดเป็นการบอกว่าความรู้สึกของเขามีคุณค่า ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะแตกต่างจากมุมมองของคุณเพียงใด การเรียนรู้ SEL ช่วยให้เราพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Decision-Making) เราเรียนรู้ที่จะไม่รีบตัดสินหรือตัดทอนคุณค่าความรู้สึกของคนอื่น แต่ยอมรับและให้พื้นที่ให้เขาได้แสดงออกอย่างเต็มที่


4) สร้างความไว้วางใจ (Build trust)

การฟังที่ดีจะนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าพวกเขาได้รับการฟังโดยไม่ตัดสินและไม่มีการถูกด่วนแก้ไข พวกเขาจะเปิดใจมากขึ้น การสร้างความไว้วางใจเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดี SEL ช่วยให้เราพัฒนาทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Skills) ซึ่งเป็นการทำให้เราฟังอย่างตั้งใจและตอบสนองอย่างเห็นอกเห็นใจ สร้างความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น



สรุป —การฟังอย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้พูดรู้สึกว่าเขาสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ การผสานกลยุทธ์จาก SEL ช่วยให้เราหลีกเลี่ยง 9 หลุมพรางการฟัง ที่พบบ่อย และยังทำให้ความสัมพันธ์ของเราทั้งในชีวิตส่วนตัวและอาชีพดีขึ้นอีกด้วย ในท้ายที่สุด การฟังอย่างแท้จริงคือการมอบของขวัญให้ผู้อื่น จงมอบมันด้วยความเอื้อเฟื้อ!

Picture of Armer Khanachang

Armer Khanachang

Founder at SELminder,

Share to

Related Posts

บทความล่าสุด

ความใจดีที่สมดุล ต้องมี “ตัวคุณ” อยู่ในสมการด้วย

ถ้าคุณกำลังดูแลคนอื่นจาก “ถังใจของตัวเองที่ว่างเปล่า” สิ่งที่ส่งออกไปนั้นไม่ใช่ความใจดีจริงๆ แต่คือความฝืนทนที่กำลังรอเวลานับถอยหลัง

เจาะลึก ‘กรวยแห่งอนาคต’

ความกังวลไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่คือสิ่งที่ต้อง “ทำความเข้าใจ” เมื่อเรามีทักษะ SEL ความกังวลจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณที่ช่วยให้เราเติบโต