
อารมณ์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเสมอไป
เพราะบางครั้งมันไม่ได้อยู่แค่กับตัวเรา
แต่มันส่ง “แรงกระเพื่อม” ออกไปหาคนอื่นด้วย!
และในขณะเดียวกัน วงคลื่นจากผู้อื่นก็ซึมเข้ามาหาเราตลอดเวลาด้วยเช่นกัน!
บทความนี้ SELminder อยากชวนคุณมาสำรวจว่า… ทำไมอารมณ์ของคนรอบตัวจึงส่งผลกับเรา การพัฒนา Self-awareness (การตระหนักรู้ในตนเอง) ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้อย่างไร และเราจะใช้ Self-management (การจัดการตนเอง) ดูแลพลังใจของตัวเองในโลกที่เต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ได้อย่างไร
ความรู้สึก “ติดต่อกันได้”
ในทางจิตวิทยาสังคม มีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Emotional Contagion ที่อธิบายว่า อารมณ์สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูด (อารมณ์เหมือนไข้หวัดอะครับ! มันแพร่กระจายได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด😂)
งานวิจัยพบว่า
- เมื่อเราอยู่ใกล้คนที่เครียด เรามีแนวโน้มเครียดตาม
- เมื่อเราใช้เวลาร่วมกับคนที่มองโลกในแง่ดี เรามักรู้สึกมีพลังและความหวังมากขึ้น
- แม้แต่ในโลกออนไลน์ อารมณ์ก็ยังสามารถ “ส่งต่อ” ผ่านข้อความหรือภาษาที่ใช้
สอดคล้องกับคำพูดที่หลายคนคุ้นเคยว่า “คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด”
คำถามที่ผมสนใจคือ… ทำไมอารมณ์ถึงแพร่กระจายได้?
คำตอบอยู่ที่ Mirror Neurons (เซลล์ประสาทแบบกระจกเงา) ในสมองของเราครับ! ที่มันถูกเรียกแบบนี้ก็เพราะ มันช่วยสะท้อนภาพสิ่งที่คนอื่นทำในความรู้สึกนึกคิดของตัวเราครับ! กล่าวคือ เมื่อเราเห็นคนอื่นยิ้ม/หรือหน้าเครียด สมองของเราจะสะท้อนความรู้สึกนั้นขึ้นมาในใจ ทำให้เรารู้สึกอารมณ์คล้าย ๆ กับที่เขารู้สึก
นี่เป็นกลไกที่ช่วยให้มนุษย์มีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และสร้างความเชื่อมโยงกัน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็หมายความว่า เรา “ซึมซับ” อารมณ์ของคนอื่นเข้ามาโดยไม่รู้ตัวได้ด้วย!!
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
- เพื่อนร่วมงานบ่นทุกวัน → คุณเริ่มรู้สึกเบื่องานตาม
- แม่กังวลเรื่องเงิน → ลูกเริ่มมีความวิตกกังวลเรื่องการเงินโดยไม่รู้ที่มา
- ฟีด Social Media เต็มไปด้วยข่าวร้าย → คุณรู้สึกหมดหวังกับโลก
Self-awareness: ช่วยให้เรารู้ทันว่า “คลื่นนี้ของใคร?”
Self-awareness หรือ การตระหนักรู้ในตนเอง คือหนึ่งในทักษะหลักของ Social and Emotional Learning (SEL) ซึ่งเป็นกรอบการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
ทักษะการตระหนักรู้ในตนเองจะช่วยให้คุณแยกแยะได้ว่า อารมณ์ที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ คืออารมณ์ของคุณจริงๆ หรือคุณแค่ “ซึม” มาจากบรรยากาศรอบตัว
คำถามที่ช่วยสร้าง Self-awareness:
- ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไรอยู่จริง ๆ?
(เหนื่อย? โกรธ? วิตกกังวล? หงุดหงิด? มีความสุข?) - ความรู้สึกนี้เกิดจากเหตุการณ์ของฉันเอง หรือมาจากบรรยากาศรอบตัว?
(มีอะไรเกิดขึ้นกับฉันจริง ๆ หรือเปล่า?) - ฉันกำลังแบกรับอารมณ์ของใครบางคนอยู่หรือเปล่า?
(เพื่อนเพิ่งบ่นให้ฟัง? หัวหน้าดูเครียด? บรรยากาศในบ้านหนักอึ้ง?)
หลายครั้ง เราคิดว่า
“ฉันอ่อนแอ”
“ฉันจัดการตัวเองไม่เก่ง”
ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเพราะ เรากำลังยืนอยู่กลางคลื่นอารมณ์ของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การมี Self-awareness จะช่วยให้คุณ “หยุดโทษตัวเอง” และเริ่มเข้าใจบริบทที่เรากำลังยืน “อะไรคือของเรา และอะไรไม่ใช่…”

Self-management: ช่วยให้คุณไม่ต้องรับทุกคลื่น
เมื่อเรารู้แล้วว่าอารมณ์ไหนไม่ใช่ของเรา ขั้นต่อไปคือ Self-management หรือ การจัดการตนเอง
Self-management ไม่ได้หมายถึง
- การกดอารมณ์
- การฝืนคิดบวก
- หรือการปิดกั้นคนอื่นออกจากชีวิต
แต่หมายถึงความสามารถในการ เลือกว่าจะตอบสนองต่อคลื่นเหล่านั้นอย่างไร?
ทักษะ Self-management ที่ใช้ได้จริง (และผมก็เชียร์ให้คุณฝึกด้วยครับ!!)
1. การหายใจอย่างมีสติ (Mindful Breathing)
เมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกอารมณ์ท่วม ลองหยุดหายใจลึก ๆ 3-5 ครั้ง *นี่ไม่ใช่การคิดบวก แต่เป็นการให้ระบบประสาทของเราสงบลง ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ
ตัวอย่าง:
- เพื่อนส่งข้อความโกรธ ๆ มา แทนที่จะตอบทันที
- ลองหายใจลึก ๆ ก่อน แล้วถามตัวเองว่า “ฉันอยากตอบแบบไหนที่จะไม่เสียใจภายหลัง?”
2. การตั้งขอบเขตทางอารมณ์ (Emotional Boundaries)
เราสามารถเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ โดยไม่ต้องแบกรับทุกอารมณ์ของเขา
ตัวอย่าง:
- เพื่อนชอบโทรมาบ่นทุกวัน → บอกว่า “ฉันอยากฟังนะ แต่วันนี้ฉันมีพลังไม่พอ พรุ่งนี้คุยกันได้ไหม?”
- ครอบครัวชอบโทษกันไปโทษกันมา → เราเลือกไม่ลากตัวเองเข้าไปในการทะเลาะ
3. การเลือกสภาพแวดล้อม (Environment Management)
บางครั้งการดูแลตัวเอง คือการออกจากพื้นที่ที่บั่นทอนพลังใจ
ตัวอย่าง:
- เลิกติดตามบัญชี Social Media ที่ทำให้รู้สึกแย่
- ลดเวลาอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ลบตลอดเวลา
- หาพื้นที่เงียบ ๆ พักผ่อนจิตใจ
4. การสร้างคลื่นของตัวเอง (Creating Your Own Ripple)
เมื่อเรารู้ว่าอารมณ์แพร่กระจายได้ เราก็สามารถเลือกสร้างคลื่นดี ๆ ออกไปได้
ตัวอย่าง:
- ยิ้มกับคนในลิฟต์
- ส่งข้อความชื่นชมเพื่อนที่ทำอะไรได้ดี
- พูดจาสุภาพกับพนักงานร้านอาหาร
การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูไม่มีนัยสำคัญ แต่มันกระเพื่อมออกไปไกลกว่าที่เราคิด
แบบฝึกง่าย ๆ: แผนที่คลื่นอารมณ์ของฉัน (Emotional Ripple Map)
- ลองวาดวงกลมตรงกลางกระดาษ เขียนคำว่า “ฉัน”
- รอบ ๆ วงกลม เขียนชื่อคน สถานที่ หรือสถานการณ์ที่คุณใช้เวลาด้วยบ่อย ตัวอย่างเช่น หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน แม่ โซเชียลมีเดีย ห้องประชุม
- สังเกตว่า
- ใคร/ที่ไหนทำให้คุณรู้สึกมีพลัง ผ่อนคลาย มีความหวัง?
- ใคร/ที่ไหนทำให้คุณรู้สึกหมดแรง เครียด หนักใจ?
- ถามตัวเองว่า
- ฉันต้องการดูแลตัวเองอย่างไร เมื่ออยู่ใกล้คนที่ส่งพลังลบ?
- ฉันจะเพิ่มเวลากับคนที่ให้พลังบวกได้อย่างไร?
กิจกรรมเล็ก ๆ นี้ช่วยทั้ง Self-awareness และ Self-management เพราะมันทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น “ชัดขึ้น”
บทสรุปส่งท้าย:
การดูแลอารมณ์ของตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นความรับผิดชอบต่อทั้งตัวเราและคนรอบข้าง
Self-awareness ช่วยให้เรารู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร และอารมณ์นั้นมาจากไหน
Self-management ช่วยให้เราเลือกดูแลตัวเองอย่างมีสติ และเลือกสร้างคลื่นดี ๆ ให้โลก
จำไว้ว่า:
… คุณไม่จำเป็นต้องรับทุกคลื่น ที่มาชนคุณ
… คุณไม่เล็กเกินกว่าจะสร้างคลื่นดี ๆ ให้โลกใบนี้
… บางครั้งการยืนอยู่เฉย ๆ อย่างมั่นคง ก็เปลี่ยนทั้งบรรยากาศรอบตัวได้แล้ว
เราไม่ใช่จุดเล็ก ๆ ที่แยกขาดจากโลก เราคือส่วนหนึ่งของพลังงานที่ไหลเวียนกันอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเรารู้ว่าเราคือศูนย์กลางของคลื่น เราก็เริ่มมีอำนาจเลือกได้ว่า จะส่งคลื่นแบบไหนออกไปสู่โลก
Reference:
Hatfield, E., Cacioppo, J. T., & Rapson, R. L. (1993). Emotional Contagion. Current Directions in Psychological Science, 2(3), 96-100. https://doi.org/10.1111/1467-8721.ep10770953 (Original work published 1993)








