
Boundary ที่ดีไม่ได้เริ่มต้นจากการ “ปฏิเสธคนอื่นให้เก่ง”
แต่มันเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า
“เรารู้หรือยังว่าอะไรโอเคและไม่โอเคสำหรับเรา?”
เวลาเขียนหัวข้อนี้ทีไร ผมมักรู้สึกว่า “Boundary” หรือ “การตั้งขอบเขต” เป็นเหมือนของแสลงสำหรับคนไทยอยู่เหมือนกันครับ
เพราะหลายครั้ง แค่คิดว่าจะต้องปฏิเสธใครสักคน เราก็เริ่มรู้สึกผิดแล้ว
.. กลัวอีกฝ่ายไม่พอใจ
.. กลัวเกิดความขัดแย้ง
.. กลัวความสัมพันธ์แย่ลง
จนบางครั้งเรายอมทำสิ่งที่ตัวเองไม่โอเค เพื่อรักษาความรู้สึกของคนอื่นเอาไว้.. ผมว่ามันก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันนะครับว่า… การดูแลความสัมพันธ์ที่ดี จำเป็นต้องแลกมาด้วยการละเลยขอบเขตของตัวเองจริงหรือ?
Boundary หรือ การตั้งขอบเขต คืออะไร?
เวลาพูดถึงการตั้ง Boundary หลายคนอาจนึกถึงการปฏิเสธ การเว้นระยะห่าง หรือการบอกคนอื่นว่า “อย่าทำแบบนี้กับฉัน”
แต่จริง ๆ แล้ว Boundary มีความหมายกว้างกว่านั้นครับ! มันคือการรู้ขอบเขตของตนเองว่า…
.. อะไรโอเค / ไม่โอเค
.. อะไรคือสิ่งที่เรายอมรับได้ / ไม่ได้
.. และเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านั้นอย่างไร
ผมจึงไม่ค่อยมอง Boundary เป็น “กำแพง” ที่สร้างขึ้นเพื่อกันคนอื่นออกไป *แต่ชอบมองมันเป็น “พื้นที่” ที่ช่วยให้เราและอีกฝ่ายอยู่ในความสัมพันธ์ได้ โดยต่างฝ่ายต่างยังเคารพตัวเองและเคารพกัน
ทำไมหลายคนรู้สึกผิดเวลาตั้ง Boundary?
ผมเชื่อว่าหลายคนรู้ว่า Boundary สำคัญ แต่พอถึงเวลาต้องใช้จริงกลับทำได้ยากมากก!
เพราะการตั้งขอบเขตไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศครับ มันเกิดขึ้น “ในความสัมพันธ์” เราจึงอาจกังวลว่า…
.. อีกฝ่ายจะพอใจไหม?
.. พูดแล้วจะทะเลาะกันหรือเปล่า?
.. เขาจะคิดว่าเราเห็นแก่ตัวไหม?
.. หรือถ้าเราปฏิเสธ ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปหรือเปล่า?
ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้แปลว่า “เรากำลังทำสิ่งที่ผิด” นะครับ! บางครั้งมันอาจเกิดขึ้นเพียงเพราะเราไม่คุ้นเคยกับการให้พื้นที่กับความต้องการของตัวเอง
และนี่คือเหตุผลที่ว่า..
การตั้งขอบเขตที่ดีไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว
แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ที่เคารพซึ่งกันและกันได้เติบโต
Boundary เกี่ยวอะไรกับ SEL?
จริง ๆ แล้วเกี่ยวกันอย่างมากเลยครับ แบบครบทุกทั้ง 5 มิติของ SEL เลย! เพราะก่อนที่เราจะบอกคนอื่นว่า “ขอบเขตของฉันอยู่ตรงไหน” เราต้องมองเห็นมันในตัวเองก่อน → นี่คือ Self-awareness
เมื่อรู้ขอบเขตแล้ว เราต้องจัดการกับความรู้สึกผิด ความกังวล หรือความกลัวที่อาจเกิดขึ้นเวลาต้องยืนยันความต้องการของตัวเอง → นี่คือ Self-management
ขณะเดียวกัน Boundary ที่ดีไม่ได้หมายถึงการสนใจแต่ตัวเอง เราต้องสามารถรับรู้ความรู้สึก ความต้องการ และขอบเขตของอีกฝ่ายด้วย → นี่คือ Social awareness
จากนั้นจึงสื่อสาร ปฏิเสธ ต่อรอง หรือหาทางออกร่วมกันอย่างเคารพ → นี่คือ Relationship skills
และสุดท้าย เราต้องเลือกการตอบสนองที่คำนึงถึงทั้งตัวเอง อีกฝ่าย และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ → นี่คือ Responsible decision-making
เพราะฉะนั้น Boundary จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคำว่า “No” แต่มันคือความสามารถในการหาสมดุลระหว่าง
การดูแลตัวเอง + การเคารพคนอื่น + การรักษาความสัมพันธ์
✦ Boundary Checklist: 7 เช็กลิสต์สำรวจขอบเขตของตัวเอง
ผมอยากชวนให้ลองทำ Checklist ในภาพนี้ครับ ให้คะแนนตัวเองตั้งแต่ 1–5
1 = ยังไม่ค่อยทำ
3 = พอทำบ้าง
5 = ทำสม่ำเสมอ
*ไม่ต้องพยายามตอบให้ได้คะแนนสูงที่สุด* นะครับ! เพราะนี่ไม่ใช่ข้อสอบ และไม่มีคำตอบที่สะท้อนว่าเราเป็น “คนดี” หรือ “คนไม่ดี”
เป้าหมาย คือ การตอบให้ใกล้กับสิ่งที่เราทำจริงในชีวิตประจำวันมากที่สุดครับ!
① ฉันรู้ขอบเขตของตัวเอง — I Know My Limits
Boundary เริ่มต้นจาก Self-awareness เพราะถ้าเราเองยังไม่รู้ว่าอะไรคือขอบเขตของเรา การคาดหวังให้คนอื่นรับรู้หรือเคารพมันก็ยิ่งยาก
ลองสังเกตตัวเองว่า…
- สถานการณ์แบบไหนทำให้เราเริ่มอึดอัด?
- เรื่องอะไรที่เรามักตอบตกลง แล้วกลับมาเสียใจทีหลัง?
- เมื่อไรที่เราเริ่มรู้สึกว่า “มากเกินไปแล้ว”?
บางครั้งความเหนื่อย ความหงุดหงิด หรือความอึดอัดใจของเรา *ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายทำผิดเสมอไป แต่มันอาจเป็นข้อมูลที่กำลังบอกเราว่า “มีบางอย่างในตัวฉัน.. ที่ต้องกลับมาตระหนักรู้ก่อนหรือเปล่า?”
② ฉันสื่อสารอย่างชัดเจน — I Communicate Clearly
การรู้ Boundary อยู่ในใจอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะสิ่งที่ชัดเจนสำหรับเรา ไม่ได้แปลว่าจะชัดเจนสำหรับอีกฝ่าย — Relationship Skills จึงรวมถึงความสามารถในการพูดถึงสิ่งที่เราต้องการอย่างตรงไปตรงมาและเคารพกัน
.. แทนที่จะหวังว่า “เขาน่าจะรู้ว่าเราไม่โอเค” → เราอาจต้องสื่อสารว่า “เรื่องนี้ผมไม่ค่อยสะดวกครับ”
.. แทนที่จะบอกว่า “ช่วงนี้ยุ่ง ๆ” → อาจชัดขึ้นเป็น “สัปดาห์นี้ผมรับงานเพิ่มไม่ได้ครับ”
Boundary ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง
เราสุภาพได้ และชัดเจนได้พร้อมกัน
③ ฉันเคารพขอบเขตของผู้อื่น — I Respect Others’ Boundaries
เวลาพูดเรื่อง Boundary เรามักสนใจคำถามว่า “คนอื่นเคารพขอบเขตของฉันหรือเปล่า?” — แต่มีอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “แล้วฉันเคารพขอบเขตของคนอื่นหรือเปล่า?”
- เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่สะดวก เรายังพยายามตื้อให้เขาตกลงไหม?
- เมื่อเขายังไม่พร้อมเล่า เรายังถามต่อหรือเปล่า?
- เมื่อเขาขอพื้นที่ เราสามารถให้พื้นที่นั้นได้ไหม?
Boundary ที่ดีจึงไม่ใช่สิทธิ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันคือ… Mutual Respect — การเคารพซึ่งกันและกัน

④ ฉันเคารพความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย — I Respect Both Sides
การตั้ง Boundary ไม่ได้แปลว่า “ความรู้สึกของฉันสำคัญกว่าเธอ” — และก็ไม่ได้แปลว่า “เพื่อให้เธอสบายใจ ฉันต้องละเลยตัวเอง”
- เราอาจเข้าใจว่าอีกฝ่ายผิดหวังที่เราปฏิเสธ..
- เราอาจรับรู้ว่าเขาเสียใจ..
- เราอาจเห็นว่าเขามีเหตุผลของเขา..
โดยที่ทั้งหมดนั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้เรายกเลิก Boundary ของตัวเอง “เราเห็นใจคนอื่นได้ และยังดูแลตัวเองได้พร้อมกัน”
ความรู้สึกของเขาสำคัญ
และความรู้สึกของเราก็สำคัญเช่นกัน
⑤ ฉันกล้าปฏิเสธอย่างเหมาะสม — I Say No When Needed
สำหรับหลายคน นี่อาจเป็นข้อที่ยากที่สุด เพราะคำว่า “ไม่” มักมาพร้อมกับความรู้สึกผิด
…เราจึงอธิบายยาว
…เราจึงพยายามหาข้อแก้ตัว
…เราอาจตอบตกลงทั้งที่ไม่พร้อม
…หรือยอมทำให้เพียงเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่
ประโยคหนึ่งที่ผมอยากย้ำตรงนี้ครับ
“ฉันรู้สึกผิด” ไม่ได้แปลว่า “ฉันกำลังทำผิด”
และการปฏิเสธคำขอ ไม่ได้แปลว่าคุณปฏิเสธคุณค่าของคนที่กำลังขอ — เพียงแค่ “ครั้งนี้ผมไม่สะดวกจริง ๆ ครับ”
⑥ ฉันดูแลเวลาและพลังงานของตัวเอง — I Protect My Time & Energy
Boundary ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องคำพูดหรือความสัมพันธ์ เรายังมีขอบเขตกับ
- เวลา
- งาน
- พลังงาน
- การพักผ่อน
- พื้นที่ส่วนตัว
- และการเข้าถึงตัวเรา
ลองถามตัวเองว่า “ฉันเปิดให้คนอื่นเข้าถึงเวลาและพลังงานของฉันตลอดเวลาหรือเปล่า?”
- การไม่ได้ตอบข้อความทันที…
- การมีช่วงเวลาที่ไม่รับเรื่องงาน…
- การปิด Notification…
- หรือการบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่พร้อมคุย”…
ไม่ได้แปลว่าเราไม่แคร์! บางครั้งมันคือการบริหารจัดการทรัพยากรภายในของตัวเราเอง เพื่อให้เรากลับมาอยู่กับงานและความสัมพันธ์ได้อย่างมีคุณภาพกว่าเดิม
⑦ ฉันรักษาขอบเขตอย่างมั่นคง — I Hold My Boundaries
การพูด Boundary ครั้งแรกอาจไม่ใช่ส่วนที่ยากที่สุด — ส่วนที่ยากกว่าคือ… เราจะทำอย่างไรเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับ Boundary นั้น?
…เราอาจบอกว่า “วันนี้รับงานเพิ่มไม่ได้ครับ”
…แต่ได้คำตอบกลับมาว่า “นิดเดียวเอง ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอ?”
ตรงนี้แหละครับที่ Boundary กำลังถูกทดสอบ!
- เราไม่จำเป็นต้องโกรธ
- เราไม่จำเป็นต้องขึ้นเสียง
- และเราไม่จำเป็นต้องคิดหาเหตุผลใหม่
บางครั้งเราเพียงต้องพูดอย่างสงบว่า “เข้าใจครับ แต่วันนี้ผมยังรับเพิ่มไม่ได้จริง ๆ”
การรักษาขอบเขตอย่างมั่นคง
ไม่ได้หมายถึงการพูดให้แรงขึ้น
แต่อาจหมายถึงการชัดเจนเหมือนเดิม
คะแนน Boundary Checklist บอกอะไรเรา?
เมื่อให้คะแนนครบ 7 ข้อแล้ว ลองรวมคะแนนเต็ม 35 คะแนน
แต่ผมอยากย้ำตรงนี้ก่อนครับว่า
*Checklist นี้จัดทำขึ้นเพื่อการสำรวจและสะท้อนตนเอง (Self-reflection) ไม่ใช่แบบประเมินหรือเครื่องมือวินิจฉัยทางจิตวิทยา
ดังนั้น อย่าใช้คะแนนนี้เพื่อติดป้ายตัวเองว่า “ฉันมี Boundary ดี” หรือ “ฉันเป็นคนไม่มี Boundary” แต่ให้ใช้มันเป็นเหมือนกระจกที่ช่วยให้เราเห็นว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงไหนมากกว่า
✦ 7–17 คะแนน — Building Awareness
คุณกำลังเริ่มมองเห็นขอบเขตของตัวเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องพยายามเปลี่ยนทั้ง 7 ข้อพร้อมกัน ลองเลือกเพียง 1–2 ข้อที่ได้คะแนนน้อย แล้วถามว่า “มีพฤติกรรมเล็ก ๆ อะไรที่ฉันอยากลองทำต่างจากเดิม?”
✦ 18–27 คะแนน — Making Progress
คุณสามารถดูแล Boundary ได้ในหลายสถานการณ์แล้ว แต่อาจยังมีบางบริบทที่ทำได้ยาก แทนที่จะมองแค่คะแนนรวม ลองสังเกตว่า
.. กับใคร?
.. เรื่องอะไร?
.. หรือสถานการณ์แบบไหน?
ที่ทำให้ Boundary ของเราหายไปง่ายที่สุด — เพราะบางคนปฏิเสธเพื่อนร่วมงานได้ แต่ปฏิเสธครอบครัวไม่ได้ บางคนดูแลเวลาส่วนตัวได้ดี แต่เมื่อรู้สึกผิดก็ยอมข้าม Boundary ของตัวเองทันที
บริบทเหล่านี้ให้ข้อมูลกับเรามากกว่าตัวเลขเพียงอย่างเดียว
✦ 28–35 คะแนน — Staying Balanced
คุณสามารถดูแลทั้งขอบเขตของตัวเองและความสัมพันธ์ได้ค่อนข้างสมดุล แต่คะแนนสูงไม่ได้หมายความว่าเราต้องรักษา Boundary ทุกเรื่องให้แข็งเหมือนเดิมตลอดเวลา
Boundary ที่ดีสามารถ
ยืดหยุ่นตามคน เวลา สถานการณ์ และความต้องการของเรา
คำถามต่อไปจึงอาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ฉันได้ 35 คะแนน?”
แต่เป็น “ฉันจะรักษาความสมดุลนี้ โดยยังเคารพทั้งตัวเองและคนอื่นได้อย่างไร?”
.
จาก Checklist สู่การลงมือทำ
หลังจากทำ Checklist เสร็จแล้ว ผมไม่อยากให้เราเลือกทั้ง 7 ข้อมาพัฒนาในสัปดาห์เดียวครับ แต่ขอให้เลือกเพียง หนึ่งข้อ โดยเฉพาะข้อที่เรารู้สึกว่า “นี่แหละ…เกิดกับฉันบ่อยที่สุด”
แล้วถามตัวเอง 3 คำถาม
- สถานการณ์แบบไหนที่ Boundary ของฉันมักหายไปง่ายที่สุด?
- ตอนนั้นฉันกลัวหรือกังวลอะไร?
- ครั้งหน้า ฉันอยากลองตอบสนองต่างจากเดิมอย่างไร?
เช่น ถ้าพบว่าเราปฏิเสธยาก เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็น“ต่อไปนี้ฉันจะพูด No ให้เก่ง” —แต่อาจเริ่มจากพฤติกรรมเล็กกว่านั้นว่า “ก่อนตอบตกลง ฉันจะให้เวลาตัวเองคิดก่อน”
แล้วลองใช้ประโยคง่าย ๆ อย่าง “ขอผมเช็กก่อนนะครับ แล้วจะกลับมาตอบ”
แค่นี้ก็ถือว่าเราเริ่มสร้าง Boundary แล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว “Boundary” หรือ “การตั้งขอบเขต” ไม่ใช่เรื่องของการสร้างกำแพงให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะพูดคำว่า “ไม่” ได้เด็ดขาดกว่ากัน
Boundary ที่ดีช่วยให้เรารู้ว่า
.. อะไรสำคัญกับเรา
.. อะไรคือข้อจำกัดของเรา
.. เราจะสื่อสารมันอย่างไร
.. เราจะเคารพขอบเขตของอีกฝ่ายอย่างไร
.. และเมื่อจำเป็น เราจะรักษาขอบเขตของตัวเองอย่างไรโดยไม่ต้องทำร้ายกัน
เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายหนึ่ง ยอมทุกอย่าง *และก็ไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่าย ได้ทุกอย่าง อยู่ฝ่ายเดียว ด้วยเช่นกัน!
แต่มันต้องการพื้นที่ที่คนสองคนสามารถ
.. เคารพตัวเอง
.. เคารพอีกฝ่าย
และเติบโตไปด้วยกันได้
References:
Jo Nash, PhD. 2018. How to Set Healthy Boundaries & Build Positive Relationships. Retrieved from: https://positivepsychology.com/great-self-care-setting-healthy-boundaries/
TyaCamellia Allred, LMFT. 2020. How to Set Boundaries: A Better Approach in 10 Steps. Retrieved from: https://www.rootsrelationaltherapy.com/blogs-for-better-relationships/how-to-set-boundaries-a-better-approach-in-10-steps
Infographic, inspired by https://es.pinterest.com/JudeStevenStudio/









