The Overthinking Bed: 7 เรื่องคิดที่เรามักแบกขึ้นเตียง


ร่างกายหย่อนตัวลงนอน แต่สมองกลับไม่ยอมนอนตาม!

..นึกถึงงานพรุ่งนี้ที่ค้างอยู่
.. คิดว่าจะมีเงินพอใช้ไหม
.. นึกย้อนกลับไปคิดถึงบทสนทนากับใครบางคน
.. หรือพยายามหาทางแก้บางเรื่อง ที่จริง ๆ แล้วเราแทบควบคุมอะไรไม่ได้เลย

พอเริ่มคิดเรื่องที่หนึ่งยังไม่ทันจบ อีกเรื่องก็แทรกเข้ามา เหมือนทุกความคิดของเรากำลังถูกวางซ้อนกันทีละชั้น ทีละชั้น จนสุดท้าย…

เราไม่ได้กำลังนอนอยู่บนเตียง
แต่กำลังนอนอยู่บนกองความคิดของตัวเอง

นี่คือสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า The Overthinking Bed

บทความนี้ SELminder ได้สรุป 7 เรื่องคิดที่เรามักแบกขึ้นเตียง ทั้งที่ควรวางมันลงก่อนนอน มาแชร์กันครับ + ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning หรือ SEL) ที่จะมาประยุกต์ในแต่ละเรื่องอย่างลงตัว


The Overthinking Bed: 7 เรื่องคิดที่เรามักแบกขึ้นเตียง

“พรุ่งนี้ต้องส่งงานแล้ว”
“ประชุมเช้ายังไม่ได้เตรียมเลย”
“อย่าลืมตอบอีเมลนั้นด้วย”
“งานนี้จะเสร็จทันไหม?”

บางคืนสิ่งที่ทำให้เรานอนไม่หลับไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่คือ รายการของวันพรุ่งนี้ และข้อแรกที่ผมว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่าง
Planning — ฉันกำลังวางแผนว่าจะทำอะไร
Worrying — ฉันกำลังคิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่ได้เกิดแผนใหม่
และผมเชื่อว่าหลายคนที่หลับตานอนไม่ได้ ไม่ใช้อาการของการ Planning แต่กำลัง Worrying อยู่ต่างหาก

….
ตรงนี้ Self-management หนึ่งในห้าความสามารถหลักตามกรอบแนวคิดของ SEL (Social and Emotional Learning) สามารถช่วยได้ครับ ด้วยการ เอาสิ่งที่อยู่ ในหัว” ออกมาไว้ นอกหัว”

  1. เขียนสิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้ลงไป
  2. เลือก 2–3 เรื่องที่สำคัญที่สุด
  3. กำหนดว่าเรื่องไหนจะจัดการเมื่อไร

แล้วอนุญาตให้สมองหยุดทำหน้าที่เป็น Reminder ชั่วคราว ดังนั้น ก่อนนอนจึงไม่ใช่คำถามที่ว่า “ฉันจัดการทุกอย่างเรียบร้อยหรือยัง?” แต่คือ “ฉันรู้แล้วหรือยังว่า พรุ่งนี้จะเริ่มจากอะไร?”


“เดือนนี้เงินจะพอใช้ไหม?”
“บัตรเครดิตต้องจ่ายอีกเท่าไร?”
“ถ้าเกิดมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินขึ้นมาล่ะ?”
“เมื่อไรเราจะมีเงินเก็บมากกว่านี้สักที?”

ความกังวลเรื่องเงิน ต่างจากความกังวลเรื่องอื่นๆ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียง “เรื่องที่เราคิดขึ้นเอง” หลายครั้งมันคือ ปัญหาจริงที่ต้องจัดการ

และการบอกตัวเองว่า “อย่าคิดมาก” ก็ไม่ใช่วิธีออกจากปัญหาที่ดี

….
ผมอยากย้ำตรงนี้ว่า SEL ไม่ได้บอกให้เราปฏิเสธความกังวล แต่ช่วยให้เราตระหนักเห็นอารมณ์ตัวเอง (Self-awareness) ให้ชัดขึ้นต่างหาก

  • อะไรคือข้อเท็จจริงทางการเงินของฉันในตอนนี้?
  • อะไรคือสิ่งที่ฉันกำลังคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น?
  • มีอะไรที่ฉันสามารถจัดการได้อยู่?

มันอาจเป็นวิธีง่ายๆ เบื้องต้น เช่น การเช็กยอดจริง ณ ปัจจุบัน การวางแผนรายจ่าย การลิสต์วันครบกำหนดชำระ การลดค่าใช้จ่ายบางอย่าง หรือการขอคำแนะนำจากคนที่มีความรู้


“ทำไมเขายังไม่ตอบ?”
“เขายังโกรธเราอยู่หรือเปล่า?”
“ช่วงนี้เราดูห่างกันไปไหม?”
“เมื่อกี้เราพูดแรงเกินไปหรือเปล่า?”

ปัญหาความสัมพันธ์ ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่สร้าง Overthinking ได้ง่ายมากที่สุดแล้วครับ! — เพราะมีสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้โดยตรง นั่นคือ “ใจของอีกคน” เมื่อข้อมูลไม่ครบ สมองของเราจึงพยายามเติมช่องว่าง (ที่ขาดแหว่งไป) ด้วยการตีความของตัวเราเอง!

เขาเงียบ → เขาคงโกรธ
เขาตอบสั้น → เขาคงไม่อยากคุย
เขาดูไม่เหมือนเดิม → ความสัมพันธ์ของเราคงมีปัญหา

สิ่งที่เราคิดว่าอีกฝ่ายกำลังคิด อาจไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายกำลังคิดอยู่จริงๆ ก็ได้

….
นี่คือจุดที่ ทักษะการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ (Relationship Skills) หนึ่งในห้าความสามารถหลักตามกรอบแนวคิดของ SEL (Social and Emotional Learning) เข้ามามีบทบาท

แทนที่จะใช้เวลาทั้งคืนคิดแทนอีกฝ่าย บางเรื่องอาจต้องกลับไป

  • ถามให้ชัดไปเลย
  • ฟังให้จริง
  • และเช็กความเข้าใจ

เช่น “เมื่อกี้ตอนคุยกัน ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรค้างอยู่ เราโอเคกันไหม?” เพราะบางครั้งบทสนทนาสั้น ๆ ที่จริงใจ อาจให้ข้อมูลกับเรามากกว่า… การจำลองบทสนทนานั้นในหัวคนเดียวทั้งคืน


“เราทำได้ดีพอหรือยัง?”
“คนอื่นไปไกลกว่าเราแล้ว”
“ทำไมแค่นี้ยังทำไม่ได้?”
“หรือจริง ๆ แล้วเราไม่ได้เก่งอย่างที่คิด?”

วันทั้งวันอาจไม่ได้มีใครวิจารณ์เราเลย แต่กลับเป็นเสียงในหัวของตัวเราเองที่ดังที่สุด! — ความจริงข้อหนึ่งคือ Self-doubt ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่ไม่มีความมั่นใจ บางครั้งมันเกิดกับคนที่ตั้งมาตรฐานกับตัวเองไว้สูงด้วย

→ ทำสำเร็จหนึ่งอย่างสำคัญแล้ว → แต่เห็นอีกสามอย่างยังไม่ดีพอ
→ เดินมาไกลจากวันแรกแล้ว → แต่สายตายังคงมองเฉพาะระยะทางที่เหลือว่าอีกแสนไกล

….
จุดนี้ Self-awareness ไม่ได้หมายถึงการบอกตัวเองว่า “ฉันเก่ง ฉันดีที่สุด” แต่คือการฝึกมองตัวเองตามความเป็นจริง

  • อะไรที่ฉันยังต้องพัฒนา?
  • อะไรที่ฉันทำได้ดีแล้ว?
  • อะไรคือข้อผิดพลาด?
  • และอะไรคือการตัดสินคุณค่าของตัวเองต่ำไปจากข้อผิดพลาดนั้น?

ถึงแม้วันนี้เราอาจยังไปไม่ถึงจุดที่อยากไป แต่มันไม่ได้แปลว่า ระยะทางทั้งหมดที่เดินมา ไม่มีความหมาย.. จริงไหมครับ? 😉


“ชีวิตเรากำลังไปถูกทางหรือเปล่า?”
“งานนี้ยังใช่สำหรับเราไหม?”
“อีก 3 ปี เราจะอยู่ตรงไหน?”
“ทำไมคนอื่นดูเหมือนรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร แต่เรายังไม่รู้เลย?”

บางความคิดไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่มันคือความรู้สึกกว้าง ๆ ว่า “ฉันไม่รู้ว่าชีวิตกำลังจะไปทางไหนกันแน่..?” ซึ่งความรู้สึกนี้มันขัดแย้งกับสมองที่ชอบหาคำตอบ (ให้กับสิ่งที่เรารู้สึกไม่แน่นอน)

….
ตรงนี้ทั้ง Self-awareness และ Responsible Decision-making จึงสำคัญมากครับ และแทนที่จะพยายามตอบคำถามใหญ่ที่สุดว่า “ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไร?” ลองลดขนาดคำถามลงมาเป็น

  • “ตอนนี้ อะไรสำคัญกับฉัน?”
  • “อะไรคือสิ่งที่ฉันรู้แล้ว?”
  • “อะไรคือก้าวถัดไปที่ฉันเลือกได้?”

“รู้งี้ไม่น่าพูดแบบนั้นเลย”
“ทำไมตอนนั้นเราไม่เลือกอีกทาง?”
“ถ้าย้อนกลับไปได้ เราคง…”

เหตุการณ์อาจผ่านไปหลายชั่วโมง.. หลายเดือน.. หรือบางเรื่องอาจผ่านไปหลายปีแล้ว.. — แต่บ่อยครั้งสมองก็พาเรากลับไปอยู่ตรงนั้น (ได้เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน)

การทบทวนอดีตไม่ใช่เรื่องแย่ครับ เพราะมันจำเป็นต่อกระบวนการเรียนรู้ แต่ข้อสำคัญคือ คุณต้องแยกให้ออกว่าตอนนี้กำลัง Reflection หรือ Rumination อยู่กันแน่!!

  • “ฉันกำลังคิดเรื่องนี้เพื่อเรียนรู้อะไรใหม่” → อันนี้ Reflection
  • “ฉันกำลังคิดเรื่องเดิมเพื่อกล่าวโทษตัวเองซ้ำอีกครั้ง?” → อันนี้ Rumination

….
ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ช่วยให้เราสังเกตว่า

  • อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง?
  • วันนี้เราเรียนรู้อะไรจากมันได้?
  • มีอะไรที่ยังแก้ไขหรือรับผิดชอบได้?
  • และมีอะไรที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนได้แล้ว?

เราไม่จำเป็นต้องทำเหมือนอดีตไม่เคยเกิดขึ้น แต่เราเองก็ไม่จำเป็นต้อง กลับไปใช้ชีวิตอยู่ในเหตุการณ์นั้นทุกคืน


นี่อาจเป็นฟูกชั้นที่หนักที่สุด
.. ความคิดเห็นของคนอื่น
.. ผลสัมภาษณ์ที่ยังไม่ออก
.. การตัดสินใจของใครบางคน
.. สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว
.. เศรษฐกิจ
.. การเปลี่ยนแปลงในองค์กร
.. อนาคตที่ยังมาไม่ถึง
.. หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของคนที่เรารัก

เชื่อไหมครับ สมองเราสามารถคิดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งคืน แต่ความจริงคือ ต่อให้คิดไปอีกสามชั่วโมง… เราก็ยังไม่สามารถควบคุมอะไรมันได้ (สักนิดเลย)

……
หนึ่งในทักษะสำคัญอย่าง Self-management และ Responsible Decision-making คือการแยกสามอย่างออกจากกัน

  1. สิ่งที่ฉันควบคุมได้
    → การกระทำ คำพูด การเตรียมตัว และการตัดสินใจของฉัน
  2. สิ่งที่ฉันพอมีอิทธิพลได้
    → การพูดคุย ขอความร่วมมือ เสนอความคิดเห็น หรือเตรียมรับมือ
  3. สิ่งที่ฉันควบคุมไม่ได้
    → การตัดสินใจของคนอื่น เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว และผลลัพธ์บางอย่างในอนาคต

การ “วาง” ชิ้นสุดท้ายลงไม่ได้หมายความว่า “ฉันไม่สนใจ /ฉันยอมแพ้” เสียแล้ว แต่มันคือการเลือกอย่างชาญฉลาดที่สุดต่างหากละครับ



สิ่งหนึ่งที่อยากชวนระวังคือ เวลารู้ตัวว่ากำลัง Overthinking เรามักสั่งตัวเองว่า “เลิกคิดได้แล้ว” แต่ใครที่เคยคิดมากน่าจะรู้ดีครับว่า…

ยิ่งบอกตัวเองว่า “อย่าคิด” บางครั้งกลับยิ่งคิด

เพราะฉะนั้น เป้าหมายอาจไม่ใช่การทำให้สมอง “ไม่มีความคิด” แต่คือการฝึกสังเกต (aware) ว่า ตอนนี้ฉันกำลังแบกอะไรอยู่? แล้วค่อยถามต่อว่า

เรื่องนี้ต้อง “จัดการ” หรือแค่ “รับรู้”?

  • บางเรื่องต้องลงมือทำจริง เช่น ค่าใช้จ่าย งาน หรือบทสนทนาที่ค้างอยู่
  • แต่บางเรื่องไม่ได้มี Action ให้ทำตอน 23.45 น.
  • ดังนั้น การแยกสองอย่างนี้ออกจากกันช่วยให้เราไม่พยายามแก้ทุกปัญหาด้วยการ คิดเพิ่ม

เรื่องนี้อยู่ใน Control ของฉันแค่ไหน?

  • ถ้าทำอะไรได้ — กำหนด Action เล็ก ๆ สำหรับพรุ่งนี้
  • ถ้าพอมีอิทธิพล — เตรียมสิ่งที่เราทำได้
  • ถ้าควบคุมไม่ได้ — รับรู้ว่าความกังวลนั้นอยู่ตรงนี้ โดยไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้มันคืนนี้

 ③ ฉันสามารถเอามันออกจากหัวได้ไหม?

  • เขียนลงกระดาษ
  • จด To-do list
  • บันทึกไดอารีสิ่งที่กังวล
  • กำหนดว่า “พรุ่งนี้ฉันจะกลับมาจัดการเรื่องนี้เมื่อไร”

บางครั้งสมองไม่ได้ต้องการให้เรา แก้ปัญหาเดี๋ยวนี้ มันเพียงต้องการความมั่นใจว่า “เรื่องนี้จะไม่ถูกลืม”

──────────
บทสรุปส่งท้าย

SEL ไม่ได้มีเป้าหมายทำให้เราเป็นคนที่ “ไม่คิดมากอีกเลย” แต่มันช่วยให้เราค่อย ๆ มีทักษะในการ

.. เห็นว่าตัวเองกำลังคิดอะไร
.. รู้ว่ากำลังรู้สึกอะไร
.. แยกสิ่งที่จัดการได้ออกจากสิ่งที่จัดการไม่ได้
.. และเลือกว่าจะตอบสนองกับมันอย่างไร

เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องที่เข้ามาในหัวตอนกลางคืน จำเป็นต้องได้รับคำตอบ ตอนนี้คืนนี้!
.. บางเรื่องต้องจัดการพรุ่งนี้ได้
.. บางเรื่องต้องคุยกับใครบางคน
.. บางเรื่องต้องใช้เวลา
และบางเรื่อง… เราอาจต้องยอมรับว่า ยังไม่มีคำตอบ


──────────
References:
Overthinking at Night.: https://sliiip.com/overthinking-at-night/
10 Exercises That Help You Stop Overthinking.: https://www.verywellhealth.com/how-to-stop-overthinking-7570368
Overthinking at Night: Causes & 10 Science-Backed Ways to Stop.: https://wellfitblog.com/overthinking-at-night/
The 4-Word Trick to Stop 3 A.M. Overthinking. Retrieved from: https://www.psychologytoday.com/us/blog/liking-the-child-you-love/202505/the-4-word-trick-to-stop-3-am-overthinking

Picture of Armer Khanachang

Armer Khanachang

Founder at SELminder,

Share to

Related Posts

บทความล่าสุด

ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด

ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด.. ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริงนะครับ! มันแค่อยู่ในจุดที่เรายังหาคำมาตั้งชื่อให้มันไม่ได้เท่านั้นเอง!