
ความมั่นใจในตัวเอง.. ไม่ได้พังทลายหายไปในชั่วข้ามคืน และไม่ได้หมดไปเพราะความล้มเหลวครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่มันค่อย ๆ รั่วไหลไปกับ “พฤติกรรมอัตโนมัติเล็ก ๆ น้อย ๆ” ที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว
ถ้าความมั่นใจเปรียบเหมือนน้ำในแก้ว พฤติกรรมเหล่านี้ก็คือ “รอยรั่วซึม” ที่คอยสูบฉีดความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองให้ลดน้อยลงทุกวัน ลองมาเช็กตัวเองกันว่า คุณกำลังปล่อยให้ 5 นิสัยนี้ขับเคลื่อนชีวิตอยู่หรือไม่?
5 พฤติกรรมทำลายความมั่นใจ
1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการ “ไถ Feed”
ตื่นขึ้นมาปุ๊ป หยิบโทรศัพท์ไถ่โซเชียลมีเดียปั๊ป! พอเห็นภาพความสุข ความสำเร็จ และความสมบูรณ์แบบของผู้อื่นอยู่เต็มฟีด สมองก็เผลอสร้างกรอบความคิดแบบ “ฉันยังดีไม่พอ” (Scarcity Mindset) ตั้งแต่พึ่งเริ่มวันทันที!
ในมุมของ SEL ทักษะแรกที่เราต้องมีคือ การรู้เท่าทันตนเอง (Self-awareness) ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ “ความจริง” แต่เป็นเพียง “ภาพลวงตาจากการเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรม” เพราะเรากำลังนำเอาเบื้องหลังอันยุ่งเหยิงของตัวเอง ไปเปรียบเทียบกับภาพไฮไลต์ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วของคนอื่น
- จุดเปลี่ยน: ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเป็นสิ่งแรก ลองใช้เวลา 1-2 นาทีแรกของวัน นั่งนิ่งๆ ที่ขอบเตียง สูดลมหายใจเข้าลึก ออกยาว สัก 3 ครั้ง แล้วพูดออกเสียงด้วยความรู้สึกขอบคุณ (Gratitude) สัก 1 อย่าง (ผมแนะนำให้พูดขอบคุณเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตครับ เช่น ขอบคุณที่วันนี้ยังมีเตียงน้อย) สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ช่วยสะสมความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองและสิ่งที่มีครับ
2. พูดจา “ใจร้าย” กับตัวเองจนติดปาก
“ฉันมันโง่จริง ๆ” “ทำอะไรก็ไม่เคยเป็นเรื่องเป็นราวซักอย่าง” ประโยคบั่นทอนจิตใจเหล่านี้ หลายคนมักพูดออกมาเล่น ๆ หรือบ่นกับตัวเองเบา ๆ เมื่อทำสิ่งใดผิดพลาด แต่รู้ไหมครับว่า.. สมองของเราแยกไม่ออกระหว่างเรื่องล้อเล่นกับเรื่องจริง การตอกย้ำคำพูดแง่ลบซ้ำ ๆ จะกลายเป็นการโปรแกรมสมองให้เชื่อว่าเราเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ จนกลายเป็นการลดคุณค่าในตนเอง (Self-deprecation)
ลองใช้หลักความเห็นอกเห็นใจตนเอง (Self-Compassion) โดยตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า “ถ้าเพื่อนสนิทของคุณทำผิดพลาดเรื่องเดียวกันนี้ คุณจะพูดประโยคใจร้ายแบบนี้ใส่หน้าเขาไหม?” ถ้าคำตอบคือ “ไม่มีวัน” แล้วทำไมคุณถึงยอมปล่อยให้ตัวเองพูดคำใจร้ายเหล่านั้นกับคนสำคัญที่สุดอย่าง “ตัวคุณเอง”
- จุดเปลี่ยน: เปลี่ยนจากการซ้ำเติม เป็นการยอมรับและเรียนรู้ เช่น เปลี่ยนจาก “ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันมันห่วย” เป็น “เรื่องนี้ท้าทายจัง แต่ลองดูก่อน ถ้าผิดพลาดตรงไหนค่อยปรับปรุง”

3. เป็น “People Pleaser” ที่ไม่กล้าปฏิเสธใครเลย
การยอมแบกรับทุกอย่าง ยิ้มรับทุกคำขอ และตอบตกลงกับทุกคนเพียงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะไม่พอใจ หรือกลัวจะไม่เป็นที่รัก แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นคนมีน้ำใจและน่ารัก แต่ในทางจิตวิทยา มันคือการส่งสัญญาณเตือนภัยที่รุนแรงให้ตัวเองว่า “ความต้องการและขอบเขตของฉัน สำคัญน้อยกว่าความพึงพอใจของคนอื่น”
ในมุมของ SEL ทักษะการจัดการความสัมพันธ์และการสื่อสารอย่างมีขอบเขต (Relationship Skills) ย้ำเตือนเราเสมอว่า การปฏิเสธอย่างมีศิลปะไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่คือการแสดงออกอย่างซื่อสัตย์ต่อศักยภาพและขอบเขตของตนเอง
- จุดเปลี่ยน: ฝึกใช้ “วินัยทางใจ” ในการปกป้องพลังงานของตัวเอง เมื่อได้รับการร้องขอที่เกินกำลัง ลองปฏิเสธอย่างสุภาพ หรือขอเวลาพิจารณาก่อน เช่น “ขอบคุณที่นึกถึงนะ แต่ตอนนี้งานในมือแน่นมากจริง ๆ ถ้าทำเพิ่มกลัวผลงานจะออกมาไม่ดี” เป็นต้น
4. พร่ำเอ่ยคำว่า “ขอโทษ” (ทั้งที่สถานการณ์ปกติ..)
“ขอโทษที่ต้องรบกวนถามนะคะ” “ขอโทษที่ต้องทักมาเวลานี้นะคะ”
การติดปากพูดคำว่าขอโทษในสถานการณ์ปกติที่ไม่ได้เกิดความเสียหาย สะท้อนให้เห็นลึก ๆ ว่าเรารู้สึกว่า “การมีอยู่ของเรา หรือความต้องการของเรา กำลังเป็นภาระให้คนอื่น” ซึ่งเป็นการลดทอนความเคารพในตัวเอง (Self-esteem) ลงโดยไม่จำเป็น
ในมุมของ SEL ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) จะช่วยให้เราเห็นว่า การติดต่อสื่อสาร การถามไถ่เพื่อความถูกต้อง หรือการขอความช่วยเหลือ เป็นเรื่องปกติธรรมดาในการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิด
- จุดเปลี่ยน: ลองเปลี่ยนจากคำ “ขอโทษ” (ที่ทำให้เราดูเป็นฝ่ายผิด) ให้เป็นคำ “ขอบคุณ” (ที่มอบพลังบวกให้ผู้ฟัง) เช่น
- จาก “ขอโทษที่ทักมารบกวนนะคะ” ➡️ เปลี่ยนเป็น “ขอบคุณที่สละเวลาให้ข้อมูลนะคะ”
- จาก “ขอโทษที่พูดช้านะคะ” ➡️ เปลี่ยนเป็น “ขอบคุณที่ตั้งใจฟังนะคะ” การเปลี่ยนประโยคเพียงนิดเดียว จะพลิกบทบาทของเราจาก “ผู้สร้างภาระ” กลายเป็น “ผู้มอบสิ่งดี ๆ” ให้แก่กันทันที
5. รอให้พร้อมก่อน แล้วค่อยลงมือทำ
“รอให้เก่งกว่านี้ก่อนค่อยเริ่ม” “ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ จะลงมือทำทันที” นี่คือกับดักทางความคิดที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้หลายคนจมอยู่กับที่ เพราะในความเป็นจริง “ความมั่นใจไม่ได้เดินทางมาก่อนการกระทำ” แต่ความมั่นใจเป็นผลลัพธ์ที่เกิดตามหลังการกระทำต่างหาก หากเรารอให้พร้อม 100% เราอาจจะไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยตลอดชีวิต
สมองต้องการ “หลักฐาน” มายืนยันว่าเราทำได้ การนั่งคิดเฉย ๆ ไม่เคยสร้างหลักฐาน มีแต่การลงมือทำ (ต่อให้ทำทั้ง ๆ ที่มือสั่นหรือกังวล) เท่านั้น ที่จะส่งสัญญาณกลับไปบอกสมองว่า “เฮ้ย! เราผ่านมันมาได้นี่นา” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความมั่นใจที่แท้จริง
- จุดเปลี่ยน: ซอยเป้าหมายให้เล็กลงจนปฏิเสธไม่ได้ แล้วลงมือทำทันทีโดยไม่ต้องรอความพร้อมสมบูรณ์แบบ (Done is better than perfect) ความกล้าหาญในการเริ่มต้นก้าวแรก คือสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจในก้าวต่อ ๆ ไป
บทสรุป:
การที่เรามีนิสัยเหล่านี้ติดตัวอยู่บ้าง ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนอ่อนแอ หรือเป็นคนล้มเหลว แต่มันบอกว่า คุณคือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกหล่อหลอมมาจาก 5E ได้แก่ Education (การศึกษา), Environment (สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู), Experience (ประสบการณ์), Emotion (สภาวะอารมณ์) และ Expectation (ความคาดหวัง) ที่ต่างกันในอดีต ซึ่งนำไปสู่ Our View of Reality ที่แตกต่างกันในปัจจุบันของแต่ละคน (อ่านบทความนี้เพิ่ม →)
การมองเห็นและรู้เท่าทันนิสัยเหล่านี้ (Self-awareness) คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด และการค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ เปลี่ยนมันทีละนิดในทุก ๆ วัน ด้วยวินัยทางใจที่หนักแน่น คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่คุณสามารถมอบให้กับตัวเอง เพื่อทวงคืนความมั่นใจและพวงมาลัยชีวิตกลับมาอยู่ในมือของคุณอย่างแท้จริง
References:
Stephanie Vozza, (2023). These 4 habits are killing your confidence. Retrieved from: https://www.fastcompany.com/90899016/habits-killing-confidence
Nawar Issa, (2025). Daily Habits That Can Destroy Your Self-Confidence. Retrieved from: https://en.annajah.net/Daily-Habits-That-Can-Destroy-Your-SelfConfidence-article-2179








