จังหวะชีวิตของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน

มีใครรู้สึกแบบนี้เหมือนผมบ้างไหมครับ? ทุกวันนี้คำว่า “ความสำเร็จ” ดูเหมือนจะถูกผูกขาดกับคำว่า “ความเร็ว” มากขึ้นเรื่อย ๆ

.. ใครได้งานดีก่อน
.. ใครเลื่อนตำแหน่งก่อน
.. ใครมีบ้านก่อน
.. ใครสร้างครอบครัวก่อน
.. หรือใครไปถึงเป้าหมายได้ก่อน

หากยิ่งเรา (เผลอ) เอาชีวิตตัวเองเข้าไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่น (ผ่านหน้า Feed โซเชียลที่เราไถ่เจอ) ด้วยแล้ว.. เราอาจยิ่งรู้สึกว่า “ทำไมชีวิตเรามันยังอยู่ที่เดิม(วะ)!?”

คำตอบมันก็ซ่อนอยู่ในคำถามเนี่ยล่ะครับ “…เพราะชีวิตเราไม่เคยเดินด้วย #ความเร็ว เดียวกัน มันมีจังหวะขึ้นลงเฉพาะตัว บางครั้งไปช้า บางครั้งไปเร็ว และบางครั้งก็หยุดนิ่งเพื่อพักตัว…”

ผมชอบคำว่า “จังหวะชีวิต” มากครับ 😉 มันให้ความรู้สึกมี Hope ดี!

กล่าวคือ “หากวันนี้เรารู้สึกว่าชีวิตมันขาลง แปลว่าพรุ่งนี้มันก็มีหวังที่จะกลายเป็นขาขึ้นเหมือนกันสินะ!” 😂

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เมื่อเราลองมอง “จังหวะชีวิต” ผ่านแนวคิด Social and Emotional Learning หรือ SEL เราจะพบว่าแต่ละจังหวะชีวิต อาจกำลังเรียกร้องให้เราใช้ทักษะทางอารมณ์และสังคมที่แตกต่างกันไปด้วย!


Social and Emotional Learning หรือ การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม คือกระบวนการที่ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง จัดการอารมณ์ เข้าใจผู้อื่น สร้างความสัมพันธ์ และตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ

กรอบของ CASEL แบ่ง SEL ออกเป็น 5 Competencies สำคัญ ได้แก่

Self-awareness — การตระหนักรู้และเข้าใจตัวเอง
Self-management
— การจัดการอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม
Social awareness
— การเข้าใจมุมมอง ความรู้สึก และบริบทของผู้อื่น
Relationship skills
— การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
Responsible decision-making
— การตัดสินใจอย่างรอบคอบและรับผิดชอบ

สิ่งสำคัญคือ SEL ไม่ได้เป็นทักษะสำหรับเด็กหรือใช้เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่เป็นความสามารถที่สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ และเมื่อมองแบบนี้ เราจะเริ่มเห็นว่า ชีวิตในแต่ละจังหวะกำลังเปิดพื้นที่ให้เราได้ใช้ SEL ในรูปแบบที่แตกต่างกัน


มีบางช่วงที่เราพยายามเต็มที่แล้ว แต่ผลลัพธ์ยังไม่มา

.. สมัครงานแล้วยังไม่ได้งาน
.. ทำธุรกิจแต่ยังไม่เติบโต
.. ทำงานมาหลายปีแต่ยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง
.. สร้างบางอย่างมานานแต่ยังไม่มีใครมองเห็น

เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เราอาจเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า

“เราดีพอหรือยัง?”
“เรามาผิดทางหรือเปล่า?”
“ทำไมคนอื่นไปไกลกว่าเราแล้ว?”

นี่คือจุดที่ Self-awareness มีความสำคัญมาก

เพราะ Self-awareness ไม่ได้หมายถึงแค่การรู้ว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไร” แต่ยังรวมถึงการเข้าใจความคิด คุณค่า จุดแข็ง ข้อจำกัด และการมองตัวเองอย่างมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริง

แทนที่จะรีบหนีจากความรู้สึกว่า “ฉันช้า” เราอาจลองสำรวจมัน

.. ฉันกำลังกังวลเรื่องอะไร?
.. ฉันกำลังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร?
.. เป้าหมายที่กำลังวิ่งตาม เป็นสิ่งที่ฉันต้องการจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่สังคมบอกว่าฉันควรมี?

──────────

งาน meta-analysis ที่สำคัญของ Durlak และคณะ (2011) ซึ่งรวบรวม 213 โปรแกรม SEL และผู้เรียนมากกว่า 270,000 คน พบว่าโปรแกรม SEL มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ ทัศนคติ พฤติกรรม และผลการเรียนของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยเรื่อง growth mindset ของ Carol Dweck (2006) ชี้ว่าความคืบหน้าของการเรียนรู้มักเกิดขึ้นในช่วงช้า — ช่วงที่เรามีเวลาไตร่ตรอง ล้มเหลว ลองใหม่ และสร้างความเข้าใจที่มั่นคงกว่าเดิม

สรุปง่ายๆ คือ

  • ช่วงชีวิตเดินช้า = พื้นที่สำหรับ self-awareness: การสำรวจความรู้สึก ความเชื่อ จุดแข็ง จุดอ่อน
  • และเป็นพื้นที่ของ self-management: การวางเป้าหมายใหม่ การจัดการอารมณ์ และการสร้างความมั่นคงภายใน

ในทางกลับกัน บางช่วงชีวิตก็เร็วมากกก เสียจนเราแทบตั้งตัวไม่ทัน!

.. งานใหม่เข้ามา
.. มีโอกาสใหม่
.. ต้องย้ายที่อยู่
.. มีข้อเสนอที่ต้องตอบ
.. หรือมีหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกันจนเราต้องตัดสินใจภายในเวลาจำกัด

ในเชิง SEL ช่วงนี้คือบททดสอบของทักษะด้าน “การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ” หรือ Responsible Decision-making

CASEL อธิบายทักษะนี้ว่าเป็นความสามารถในการตัดสินใจอย่างใส่ใจและสร้างสรรค์ (ต่อตนเองและผู้อื่น) รวมถึงการพิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริง ความปลอดภัย หลักจริยธรรม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจ

พูดง่าย ๆ คือ

การตัดสินใจที่ดีไม่ใช่แค่ถามว่า “ฉันทำอะไรได้?”
แต่ต้องถามด้วยว่า “อะไรสำคัญกับฉัน และสิ่งที่ฉันเลือกจะส่งผลอย่างไร?”

นี่คือเหตุผลที่ Self-awareness ต้องทำงานคู่กับ Responsible Decision-making

──────────

งานวิจัยของ Jones & Bouffard (2012) วิเคราะห์ว่า SEL ช่วยลดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นและเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีแรงกดดันสูง ผู้ที่มี SEL สูงสามารถชะลอความตื่นตระหนก ประเมินข้อมูลที่จำเป็น และเลือกสิ่งที่สอดคล้องกับคุณค่าของตนได้ดีกว่า

รายงานของ CASEL (2020) ยังเสริมว่าคนที่มีทักษะ SEL มักตัดสินใจได้ดีในสถานการณ์ไม่แน่นอน เพราะมีการประเมิน “ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้” และ “ผลกระทบต่อผู้อื่น” ได้ลึกกว่าปกติ

สรุปง่ายๆ คือ

  • ช่วงชีวิตเร็ว = เวลาที่เราใช้ responsible decision-making: การวิเคราะห์ข้อมูล การรับมือแรงกดดัน และการเลือกสิ่งที่เหมาะสม
  • เป็นช่วงที่ทักษะด้านอารมณ์ทำให้เราคิดชัด แม้จะต้องตัดสินใจเร็ว

แล้วก็มีบางช่วงที่ไม่ได้ช้าครับ แต่มันเหมือน หยุดไปเลย!

.. สิ่งที่ตั้งใจไว้หยุดนิ่ง
.. โอกาสที่รอกลับไม่มา
.. ยังไม่รู้ว่าควรไปทางไหนต่อ
.. หรือบางครั้งเราเองก็ไม่มีพลังจะเดินต่อด้วยซ้ำ

ความนิ่งแบบนี้อาจทำให้เราอึดอัด เพราะเราอยู่ในโลกที่ชื่นชม “การทำ” มากกว่า “การหยุด”

เราจึงรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ผลิตอะไร ไม่ได้ก้าวหน้า หรือไม่ได้มี Achievement ใหม่ ๆ แปลว่าเรากำลังเสียเวลา

แต่ในมุมของ SEL การหยุด คือ การเปิดพื้นที่ว่างให้กับการสังเกต

──────────

งานวิจัยของ Schonert-Reichl และคณะ (2016) ศึกษาโปรแกรม mindfulness-based SEL ในเด็กประถมพบว่า การหยุดนิ่ง การสังเกตลมหายใจ และการฟังอารมณ์ภายใน ทำให้สมองส่วนที่เกี่ยวกับการรับรู้ตนเองทำงานดีขึ้น

บางครั้งเมื่อเสียงรอบตัวเบาลง เราอาจเริ่มได้ยินคำถามที่ไม่เคยมีเวลาฟัง

“จริง ๆ แล้วฉันเหนื่อยหรือเปล่า?”
“สิ่งที่กำลังวิ่งตาม ยังสำคัญกับฉันอยู่ไหม?”
“ฉันกำลังใช้ชีวิตของตัวเอง หรือกำลังใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น?”

สรุปง่ายๆ คือ

  • การหยุดพัก = ทักษะการ “ฟังข้อมูลจากภายใน”
  • เป็นแก่นของ self-management (กำกับตัวเองได้ดีขึ้น)
  • และ social awareness (มองเห็นโลกภายนอกด้วยความละเอียดมากขึ้น)

อีกหนึ่งจังหวะที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่แทบทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การสูญเสีย

.. เราอาจสูญเสียคนสำคัญ
.. ความสัมพันธ์
.. งาน
.. โอกาส
.. สถานะบางอย่าง
.. หรือแม้กระทั่ง “ตัวตนแบบเดิม” ที่เราเคยคิดว่าจะเป็นตลอดไป

สิ่งสำคัญมากที่ผมอยากย้ำคือ

เราไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นบทเรียน

บางความสูญเสียก็คือความเจ็บปวด และมนุษย์ควรมีสิทธิ์เสียใจโดยไม่ต้องถูกกดดันให้ “คิดบวก” หรือ “เติบโตจากมัน” ทันที

──────────

แนวคิด Post-traumatic Growth (PTG) ของนักจิตวิทยา Richard Tedeschi และ Lawrence Calhoun อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ อาจ เกิดขึ้นจากกระบวนการต่อสู้และปรับตัวต่อวิกฤตชีวิตที่รุนแรง

การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเกิดขึ้นในรูปของการเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น การค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ การรู้สึกถึงความเข้มแข็งภายใน ความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงด้านความหมายและมุมมองต่อชีวิต

คำสำคัญคือ อาจ”

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เผชิญความสูญเสียแล้วจะต้องเติบโตจากมัน และการไม่พบ “ข้อดี” จากความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเรารับมือกับมันผิด

ในมุมของ SEL สิ่งที่เราฝึกได้จึงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้เข้มแข็ง แต่คือ

Self-awareness — ยอมรับและเรียกชื่อความรู้สึกของตัวเอง
Self-management — หาวิธีดูแลและกำกับตัวเองในวันที่ยาก
Relationship skills — ขอความช่วยเหลือ รับการสนับสนุน และไม่จำเป็นต้องผ่านทุกอย่างไปเพียงลำพัง


เมื่อนำมุมมอง “จังหวะชีวิต” มาวางคู่กับ SEL จะเห็นว่ามันแทบจะซ้อนทับกัน ดังนี้:

จังหวะชีวิตทักษะ SEL ที่สัมพันธ์
ช่วงชีวิตไปช้าSelf-Awareness, Self-Management
ช่วงชีวิตไปเร็วResponsible Decision-Making
ช่วงชีวิตหยุดนิ่งSocial Awareness, Self-Management
ช่วงชีวิตสูญเสียRelationship Skills, Self-Awareness, Self-Management


บทสรุป: การเติบโตไม่เคยเกิดขึ้นแบบเส้นตรง

สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการทำ Self-reflection ครั้งนี้ คือ

เราอาจทุกข์กับชีวิตมากขึ้น เมื่อเอา “จังหวะของคนอื่น” มาเป็นมาตรวัด “ความก้าวหน้าของตัวเอง” และชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน ไม่ใช่กราฟที่พุ่งสูงอย่างเดียว ทุกจังหวะมีหน้าที่ของมัน

  • ความช้าให้อาหารกับราก
  • ความเร็วผลักให้เราเลือก
  • ความนิ่งเปิดพื้นที่ให้เราฟังตัวเอง
  • ความสูญเสียให้ดินที่อุดมสำหรับสิ่งใหม่

Social and Emotional Learning จึงไม่ได้สอนให้เรา เดินเร็วขึ้น แต่มันช่วยให้เรา รู้ตัวมากขึ้น (aware) ในขณะที่กำลังเดิน

.. รู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร
.. รู้ว่าอะไรสำคัญกับเรา
.. รู้ว่าเมื่อไรควรเดินต่อ
.. เมื่อไรควรตัดสินใจ
.. เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือ

และเมื่อไรที่เราควรอนุญาตให้ตัวเองพัก

เพราะเราไม่จำเป็นต้องเดินด้วยความเร็วเดียวกับใคร ขอเพียงยังรู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และไม่หลงลืมตัวเองระหว่างทาง ก็อาจเพียงพอแล้ว


แหล่งอ้างอิง (References)

Durlak, J. A., Weissberg, R. P., Dymnicki, A. B., Taylor, R. D., & Schellinger, K. B. (2011). The impact of enhancing students’ social and emotional learning: A meta‐analysis of school‐based universal interventions. Child Development, 82(1), 405–432.

Dweck, C. (2006). Mindset: The New Psychology of Success. Random House.

Jones, S. M., & Bouffard, S. M. (2012). Social and emotional learning in schools: From programs to strategies. Social Policy Report, 26(4), 1–33.

Jones, S. M., Brush, K., Bailey, R. et al. (2017). Navigating SEL from the Inside Out. Harvard Graduate School of Education.

Schonert-Reichl, K. A. (2016). Social and emotional learning and mindfulness. The Future of Children, 26(1), 137–155.

CASEL. (2020). SEL Framework. Collaborative for Academic, Social, and Emotional Learning. https://casel.org/fundamentals-of-sel/what-does-the-research-say/

Picture of Armer Khanachang

Armer Khanachang

Founder at SELminder,

Share to

Related Posts

บทความล่าสุด

ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด

ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด.. ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริงนะครับ! มันแค่อยู่ในจุดที่เรายังหาคำมาตั้งชื่อให้มันไม่ได้เท่านั้นเอง!

พฤติกรรมดูดพลังใจ vs. พฤติกรรมชาร์จพลังใจ

พลังชีวิตในแต่ละวัน ไม่ได้เกิดขึ้นหรือหมดไปโดยบังเอิญ แต่เป็น “ผลลัพธ์จากการเลือก” ของเรา.. วันนี้คุณเลือกพฤติกรรมชาร์จพลังใจ หรือดูดพลังอยู่