Empathy ทักษะที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่ติดตัวมา

Empathy in Social Awareness


หลายคนคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นง่าย.. รวมถึงตัวผมเองด้วย 😂 และเผลอคิดไปว่า Empathy เป็นเรื่องธรรมชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ต้องฝึกฝนอะไร… แต่บอกเลยว่าคิดผิดถนัด!

หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือ “การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication)” ของ Marshall Rosenberg และ “Atlas of the heart” ของ Brené Brown (ที่เคยสรุปให้อ่านไปแล้ว) ผมก็ได้เรียนรู้และเข้าใจมากขึ้นว่า Empathy ไม่ใช่สิ่งที่เรา “คิดว่าเราเป็น” แต่เป็นสิ่งที่เรา “ทำ” ต่างหาก มันคือ ทักษะ ที่ต้องฝึก!!

ที่สำคัญกว่านั้น Empathy คือหัวใจของ “ความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness)” ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social-Emotional Learning หรือ SEL) อีกด้วย


Empathy คืออะไร? (มันมีหลายมิติ)

หลายคนยังเข้าใจผิดว่า Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) เป็นเพียงความรู้สึกอ่อนไหวที่เรามีต่อผู้อื่น ราชบัณฑิตยสถานเองก็ให้ความหมายว่า Empathy คือ “การรู้ซึ้งถึงความรู้สึก” หรือความสามารถในการเข้าถึงและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น (ผ่านการมองในมุมมองของพวกเขา)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว “Empathy คือ ทักษะที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่ติดตัวมา” มันคือ #การแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความเข้าใจ การเห็นอกเห็นใจไม่ใช่แค่การรับรู้ว่าผู้อื่นรู้สึกอย่างไร แต่คือการนำความเข้าใจนั้นไปสู่การกระทำของตัวเรา เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนในแบบที่พวกเขาต้องการจริงๆ⁣

นักวิจัยด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาต่างเห็นพ้องต้องกันว่า Empathy ประกอบด้วย 3 มิติสำคัญที่เราต้องฝึกฝน:

  1. Empathy ทางความคิด (Cognitive Empathy): หรือที่เรียกว่า Perspective-taking คือ ความสามารถในการเข้าใจมุมมองและความคิดของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล (การสวมรองเท้าของเขา) เป็นมิติที่ช่วยให้เราไม่ด่วนตัดสิน
  2. Empathy ทางอารมณ์ (Affective / Emotional Empathy): ความสามารถในการ รู้สึก หรือตอบสนองต่ออารมณ์ของผู้อื่น (รู้สึกเศร้าตามเมื่อเห็นคนร้องไห้) มิติที่เราต้องระวังไม่ให้ถูกดูดซับอารมณ์เข้ามามากเกินไปจนเกิดความเครียด
  3. Empathy ที่นำไปสู่ความเมตตา (Compassionate Empathy): คือการรวมกันของความเข้าใจ (Cognitive) และการรู้สึกร่วม (Emotional) พร้อมด้วยแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือหรือตอบสนองอย่างเหมาะสม นี่คือมิติที่สมบูรณ์ที่สุดของ Empathy

การกระทำเหล่านี้ แม้จะมาจากความหวังดี แต่เป็นสิ่งที่ทำลายพื้นที่ปลอดภัยทางใจ และทำให้ Empathy หายไปทันที:

  1. วิจารณ์หรือให้ความเห็นว่าเขาควรทำอะไร: “เธอควรทำแบบนี้ๆ นะ”
  2. ลดทอนหรือมองข้ามความรู้สึก: “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็โอเค”
  3. เปรียบเทียบกับตัวเอง: “ฉันเคยเป็นหนี้เยอะกว่านี้อีก!”
  4. วิเคราะห์หาสาเหตุ: “ก็เพราะพ่อแม่เธอไม่เคยสอนเรื่องนี้ไง”
  5. เห็นใจแบบเวทนา: “โอ๊ย น่าสงสารจังเลย”
  6. สอนหรือรีบให้คำแนะนำ: “ฉันเริ่มเก็บเงิน 20% ลองดูสิ”
  7. แอบสวมบทโค้ชหรือสอบสวน: “เป้าหมายในชีวิต 3 ปีจากนี้คืออะไร?”
  8. รีบตัดบท รีบเปลี่ยนเรื่อง หรือรีบปลอบ
  1. ตั้งใจฟังโดยไม่ขัดจังหวะ: ไม่แทรก ไม่รีบสรุป หรือเล่าเรื่องของเราเอง
  2. ใช้ภาษากายช่วย: เช่น สบตา พยักหน้า หรือส่งเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแสดงว่าเรากำลังฟังอยู่ (“อืม”)
  3. สะท้อนสิ่งที่เขาพูด: เช่น “ฉันได้ยินเธอพูดว่าเครียด…”
  4. ถามคำถามปลายเปิด: เช่น “ยังมีอะไรอีกไหมที่เธออยากเล่า?”
  5. ขออนุญาตก่อนให้คำแนะนำ: เช่น “ฉันมีไอเดียหนึ่งนะ อยากฟังไหม?”
  6. สร้างพื้นที่ปลอดภัย: ให้เขารู้สึกว่า เขามีสิทธิ์ที่จะรู้สึก” เราจะไม่ตัดบท ไม่เปลี่ยนเรื่อง หรือรีบปลอบ
  7. สังเกตภาษากาย: แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา เช่น เห็นเพื่อนเงียบ ๆ ก็ลองเข้าไปถามอย่างอ่อนโยน
  8. ควบคุมอารมณ์ตัวเอง: เช่น ถ้ารู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่เขาพูด ให้รับรู้ความรู้สึกนั้นและจัดการตัวเอง ให้ใจเราเชื่อมโยงกับความรู้สึกของอีกฝ่าย
  9. ควบคุมความคิดตัวเอง: เช่น ไม่รีบพูดตอบทันที แต่หยุดพักสักนิดเพื่อสังเกตความคิด

การมี Empathy ที่แท้จริงไม่ได้มีประโยชน์แค่กับผู้ที่เราเห็นอกเห็นใจ แต่ยังส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อตัวเราเองและบริบททางสังคม:

1. ความผูกพันที่ยั่งยืนในความสัมพันธ์

เมื่อเราฝึกฟังโดยไม่ตัดสิน ผู้อื่นจะรู้สึกว่าตัวเอง “ถูกมองเห็น” และ “ได้รับการยอมรับ” สิ่งนี้คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการสร้างความไว้วางใจ ลดความขัดแย้ง และเสริมสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัว หรือเพื่อน

2. ภาวะผู้นำและอาชีพที่ประสบความสำเร็จ

ในโลกการทำงานปัจจุบัน Empathy คือทักษะผู้นำที่สำคัญที่สุด ผู้นำที่มี Empathy จะสามารถ:

  • เข้าใจความต้องการของทีมและลูกค้าอย่างแท้จริง
  • เพิ่มความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงานของลูกทีม
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)
  • นำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง (หัวใจของ Design Thinking)

  1. เริ่มจาก Self-Empathy (เห็นอกเห็นใจตัวเอง)
    • คุณไม่สามารถส่งต่อสิ่งที่ตัวเองไม่มีได้! ก่อนจะไปรับฟังใคร ให้หยุดและถามตัวเองก่อนว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไร?” และ “ความรู้สึกนี้บอกอะไรฉัน?” การยอมรับและเข้าใจอารมณ์ตัวเองคือการฝึกควบคุมอารมณ์ (Self-Regulation) ที่จำเป็นต่อการมี Empathy ต่อผู้อื่น
  2. ฝึกตั้งคำถามสมมติ (The ‘What If’ Question)
    • เมื่อเห็นคนกำลังเผชิญปัญหาใดๆ ลองถามตัวเองว่า “ถ้าเรามีพื้นเพ (Background) หรือประสบการณ์ชีวิตแบบเดียวกับเขา เราจะคิด/รู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นี้?” สิ่งนี้ช่วยให้เราใช้ Cognitive Empathy ได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ
  3. หาโอกาสเปิดรับมุมมองที่แตกต่าง (Exposure)
    • อ่านหนังสือ ดูหนัง หรือพูดคุยกับคนที่มาจากพื้นเพ อาชีพ หรือความเชื่อที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง ยิ่งเราเปิดใจรับรู้เรื่องราวชีวิตที่หลากหลายเท่าไหร่ การสวมบทบาท (Perspective-taking) ก็จะยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น

สรุปง่าย ๆ

Empathy คือการตระหนักรู้และตอบสนองต่อผู้อื่นอย่างมีสติ โดยไม่รีบเร่งหรือตัดสินใคร มันคือ ทักษะที่เราทุกคนฝึกได้ทุกวัน

ลองเริ่มง่าย ๆ แค่ “ฟัง” ใครสักคนในวันนี้… ไม่ต้องรีบให้คำแนะนำ ไม่ต้องรีบแก้ไขปัญหา แค่ “อยู่กับเขา” อย่างเต็มใจ แล้วคุณจะเห็นเองว่า Empathy ที่เป็นหัวใจของ “ความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness)” คือของขวัญที่ส่งต่อให้กันได้เสมอเลยนะ


Reference:
https://tinybuddha.com/blog/love-relationships-blog/please-dont-fix-me-what-true-empathy-is-and-isnt/

Picture of Armer Khanachang

Armer Khanachang

Founder at SELminder,

Share to

Related Posts

บทความล่าสุด

เจาะลึก ‘กรวยแห่งอนาคต’

ความกังวลไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่คือสิ่งที่ต้อง “ทำความเข้าใจ” เมื่อเรามีทักษะ SEL ความกังวลจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณที่ช่วยให้เราเติบโต

แผนที่คลื่นอารมณ์

เราไม่ใช่จุดเล็ก ๆ ที่แยกขาดจากโลกใบนี้ เราคือคลื่นที่ส่งแรงกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา สำคัญคือเราจะส่งคลื่นแบบไหนออกไป หรือรับกลับมา?

ก่อนจัดการอารมณ์ ต้องเข้าใจอารมณ์ก่อน

การเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่การทำให้มันเงียบ แต่คือการฟังมันอย่างแท้จริง และเมื่ออารมณ์ได้รับการรับฟัง มันก็ไม่จำเป็นจะต้องตะโกนอีกต่อไป