ดูเหมือนฟังแต่ไม่ได้ฟัง สาเหตุเกิดจากอะไร

ดูเหมือนฟังแต่ไม่ได้ฟัง
  1. อุปสรรคตัวสำคัญในการฟังของตัวเราคือ ความอยากพูด (ซึ่งเป็นความปรารถนาตามธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์)
  2. การฟังไปด้วยและทำอย่างอื่นไปด้วยพร้อมกัน (multitask) ไม่ได้ส่งผลดีต่อการฟัง
  3. สมองส่วนหน้าของเรา (frontal cortex) ประมวลผลสิ่งที่เราได้ยินตามลำดับ ไม่ใช่ประมวลผลแบบคู่ขนาน (not in parallel) แปลว่า สมองเรารับข้อมูล (อย่างจดจ่อ) ได้ครั้งละ 1 อย่าง

คุณเคยพยักหน้าตอบรับว่าเราเข้าใจขณะรับฟังบ้างไหม? แต่แท้จริงแล้วคุณแค่พยักหน้ารับๆ ไป แต่ไม่ได้ฟังหรือเปล่า? สารภาพกับคุณผู้อ่านตามตรงเลยว่าบ้างครั้งผมก็มีอาการแบบนั้น จนเกิดคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า… “เหตุใดการฟังอย่างตั้งใจ (active listening) หรือการรับฟังอย่างจดจ่อจึงเป็นเรื่องท้าทายจนถึงขั้นยากสำหรับบางคนนัก?

ข้อมูลจากการศึกษาของ International Listening Association พบว่า เราจดจำเรื่องราวหลังจากพูดคุยกับใครสักคนได้เพียง 25% เท่านั้นเอง นั่นแปลว่ามากกว่า 75% ของเวลาทั้งหมด เราไม่ได้ฟัง! ผมลองมานึกถึงระยะเวลาที่ผมใช้พูดคุยกับผู้คนในแต่ละวัน แม้ว่าผมจะพยายามเป็นผู้ฟังที่ดี ผมก็ยังคงมีช่วงเวลาที่ดูเหมือนฟัง (แต่เหมือนไม่ได้ฟังจริงๆ อยู่บ่อยครั้ง) ซึ่งทักษะการฟังเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญมากตัวหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relationship skill) ในกระบวนการ #การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (social and emotional learning; SEL) ซึ่งผมเคยเขียนเรื่องราวการฟังอย่างตั้งใจ (active listening) ไว้ ฉะนั้น ในบทความนี้เราจะมาลองเจาะลึกถึงสาเหตุที่เป็นตัวขัดขวางการฟังอย่างตั้งใจของตัวเรากัน

ดูเหมือนฟังแต่ไม่ได้ฟัง

“การพูด” เป็นความปรารถนาตามธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ และการพูดเป็นหนึ่งในวิธีสร้างอัตลักษณ์ตัวตน และสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นคนมีความรู้ มีความเข้าใจ และเชี่ยวชาญในประเด็นที่พูด เราจึงพยายามที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เรารู้ออกไป “ความปรารถนา” ตัวนี้ละครับที่เป็นตัวขัดขวางไม่ให้เราจดจ่อและตั้งใจรับฟังคนตรงหน้า เพราะในหัวของเราวนเวียนอยู่กับการคิดว่าจะพูดตอบกลับไปอย่างไรที่แสดงว่าฉันมีความรู้ในเรื่องนี้

แต่เราดันลืมคีย์สำคัญของการฟังอย่างตั้งใจ (Active listening) ไปว่า “การที่เราฟังอย่างตั้งใจ โดยไม่ได้จมอยู่กับความคิดที่จะโต้ตอบของตัวเราเอง จะช่วยให้เราเข้าใจคนตรงหน้าและสามารถสร้างคำถามที่ลึกซึ้งได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น…” ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือ ฝึกวางความคิดล่วงหน้าเกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะพูดหรือถาม มุ่งโฟกัสไปทีการรับฟังคนตรงหน้าอย่างตั้งใจและจดจ่อ

ธรรมชาติของมนุษย์มักตัดสินคำพูดและการกระทำของผู้อื่นอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อมีคนพูดบางสิ่งที่คุณคิดว่าผิดหรือไม่ตรงกับมุมมองของคุณ มันจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่คุณจะเพิกเฉยต่อคำพูดของเขา แปลง่ายๆ ก็คือ “คุณจะไม่ฟัง” ดังนั้น แทนการรีบด่วนตัดสินคำพูดและการกระทำของคนตรงหน้า ให้คุณลอง “หยุดเพื่อฟังพวกเขาก่อน” บางทีคุณอาจพลาดบางสิ่งบางอย่างจากประโยคต่อมาที่เขากำลังจะพูดก็ได้

หากคุณมีอคติเกี่ยวกับใครบางคน คุณมีแนวโน้มจะปิดประตูการรับฟังของคุณทันทีอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น คุณคิดว่าคนตรงหน้าไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้เท่าคุณ –> คุณเกิดอคติในใจ –> ดังนั้น ภาษากายที่คุณแสดงออก อาจเป็นเพิกเฉย เย้ยหยัน หรือแม้กระทั่งตอบโต้อย่างรุนแรง ดังนั้น การฟังอย่างตั้งใจ (Active listening) ที่มีประสิทธิภาพ คุณต้องวางอคติที่สร้างขึ้นมาไว้ข้างๆ ก่อน และมุ่งรับฟังเพื่อค้นหาแง่มุมที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคุณ หรือผลลัพธ์เชิงบวกที่อาจเกิดขึ้นจากการฟังอย่างตั้งใจ

ความหมายตามพจนานุกรมของคำว่า Ego หรือ “อัตตา” หมายถึง การถือตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผู้เขียนกล่าวว่า “เรามักพบคนที่มีอัตตาสูงใน “กลุ่มผู้นำ” มากกว่าผู้ตาม อีโก้ที่เกิดขึ้นนี้มันมักสะท้อนออกมาเป็นคำพูดในทำนองที่ว่า “อันนี้ฉันรู้อยู่แล้ว ทำไมฉันต้องฟัง” หรือ “ฉันฉลาดและมีประสบการณ์มากกว่า เสียเวลาฟังจริงๆ” คำพูดทำนองนี้คือตัวปิดกั้นไม่ให้คุณฟังใครเลย

ในทางประสาทวิทยานั้น สมองของเราไม่สามารถรับข้อมูลหลายแหล่งพร้อมกันได้ในเวลาเดียว การทำอย่างอื่นไปด้วยพร้อมกันจะปิดกั้นความสามารถในการฟังของคุณ ผู้เขียนกล่าวว่า สมองส่วนหน้าของเรา (frontal cortex) ประมวลผลสิ่งที่เราได้ยินตามลำดับ ไม่ใช่ประมวลผลแบบคู่ขนาน (not in parallel) แปลว่า หากคุณจดจ่ออยู่กับการฟังตรงหน้าคุณจะตัดการรับรู้เสียงต่างๆ รอบตัวทันที ดังนั้น เมื่อคุณต้องการรับฟังใครสักคน คุณต้องละทิ้งทุกสิ่งที่คุณทำและมีสมาธิกับคนตรงหน้า

หากเราไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยกับใครสักคน มันจะเป็นเรื่องง่ายที่คุณจะมุ่งโฟกัสไปที่ “ความไม่ชอบหรือความรู้สึกขัดแย้งในใจ” มากกว่าที่จะเน้นไปที่แก่นแท้ของการรับฟังหรือข้อมูลที่คุณจะได้รับ สิ่งที่แนะนำคือ วางใจเป็นกลาง และฟังเพื่อมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์หรือผลลัพธ์บางอย่าง

บทสรุป — การฟังอย่างตั้งใจ (Active listening) คือ การฟังที่ผู้ฟัง “ตั้งใจรับฟัง” สิ่งที่ผู้พูดสื่อสารออกมาทั้งทางคำพูดและไม่ใช่คำพูด รวมทั้งตีความไม่เพียงแค่เนื้อหา แต่ยังรวมถึงอารมณ์และภาษากายที่อยู่เบื้องหลังการสนทนาเหล่านั้นด้วย ดังนั้น การกลับมาสังเกตตนเองอยู่เสมอว่าอุปสรรคในการฟังของเราคืออะไร ก็จะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาของอาการ ดูเหมือนฟังแต่ไม่ได้ฟัง และเพิ่มทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective communication) อีกด้วย



Picture of Armer Khanachang

Armer Khanachang

Founder at SELminder,

Share to

Related Posts

บทความล่าสุด

เจาะลึก ‘กรวยแห่งอนาคต’

ความกังวลไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่คือสิ่งที่ต้อง “ทำความเข้าใจ” เมื่อเรามีทักษะ SEL ความกังวลจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณที่ช่วยให้เราเติบโต

แผนที่คลื่นอารมณ์

เราไม่ใช่จุดเล็ก ๆ ที่แยกขาดจากโลกใบนี้ เราคือคลื่นที่ส่งแรงกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา สำคัญคือเราจะส่งคลื่นแบบไหนออกไป หรือรับกลับมา?