, ,

ฝึกตั้งคำถามทรงพลัง (The Power Questions) ปลุก Awareness ทั้งผู้ถามและผู้ตอบ

  1. “คำถามทรงพลัง” คือ คำถามปลายเปิด หรือ Open Question (คือ คำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ
  2. The Power Questions หรือคำถามทรงพลังทั้ง 4 ประเภท มีจุดเน้นที่พิเศษที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1. คำถามเชิงกลยุทธ์ (Strategy) 2. คำถามเชิงปฏิบัติการ (Execution) 3. คำถามเชิงจุดประกายฝัน (Dreams) 4. คำถามเชิงความกลัว (Fears)
  3. ผู้คนที่ถามคำถามทรงพลัง หรือคำถามเชิงไตร่ตรองกับตนเองเป็นประจำ สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ในตนเองและความสามารถในการแก้ปัญหาที่ดียิ่งขึ้น

การตั้งคำถามอาจแสดงว่าเราเป็นคนไม่มีความรู้ การตั้งคำถามทำให้เราดูไม่ฉลาด ไม่กล้าตั้งคำถามเพราะถูกกดดันจากบุคคลที่มีอำนาจมากกว่า… คุณกำลังมีมายเซตแบบนี้อยู่หรือเปล่า…? ถ้าเรากำลังมีมุมมองแบบนี้อยู่อาจถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ และปรับมายเซ็ตตนเองว่า “ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง” และการถามคำถามก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรา “รู้” มากขึ้น นอกจากนั้นการถามคำถามยังแสดงให้เห็นถึงความสนใจและความปรารถนาที่จะเรียนรู้และมีส่วนร่วมของตัวเราอีกด้วย

ดังนั้น ก่อนที่เราจะตั้งคำถามกับใคร บันไดขั้นแรกคือ “การทำความเข้าใจวิธีการตั้งคำถาม” โดยเฉพาะคำถามทรงพลัง (The Power Questions) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อตัวผู้ถามและผู้ถูกถาม ถึงแม้จะมีวิธีถามคำถามทรงพลังมากมายหลายประเภท แต่ผมขอโฟกัสไปที่ข้อมูลของคุณ Andrew Sobel ผู้เขียนหนังสือ Power Questions ที่ซึ่งแนะนำวิธีถามคำถามทรงพลังที่เราสามารถประยุกต์ใช้กับสมาชิกในทีม ผู้จัดการ ลูกค้า หรือแม้แต่เพื่อนและครอบครัวได้อย่างง่ายๆ


“คำถามทรงพลัง” คือ คำถามปลายเปิด หรือ Open Question (คือ คำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ จากความคิดหรือความรู้สึกของตัวผู้ตอบเอง มักมีรูปประโยคคำถาม เช่น อะไร อย่างไร เมื่อไหร่ ทำไม เพราะอะไร เป็นต้น) ซึ่งคำถามทรงพลังมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  • กระตุ้นให้คิดอย่างลึกซึ้ง: คำถามทรงพลังนั้นไปไกลกว่าแค่การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน แต่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ตอบได้พิจารณาไตร่ตรองประเด็นต่างๆ ในแง่มุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  • เปิดมุมมองใหม่: คำถามเหล่านี้ช่วยเปิดเผยสมมติฐานที่อยู่เบื้องล่าง อคติ และความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยถูกพิจารณามาก่อน
  • เสริมสร้างการตัดสินใจ: คำถามทรงพลังช่วยให้เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับเหตุและผล ลำดับความสำคัญ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โอกาส และความคิดความรู้สึกภายใน อันนำไปสู่การตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น

ดังนั้น ลักษณะของ “คำถามทรงพลัง” จึงสามารถสรุปได้ใน 3 คีย์เวิร์ดคือ “ปลายเปิด ไม่ชี้นำ มีเจตนาชัดเจน” ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ (1) คำถามปลายเปิด: กระตุ้นให้เกิดการอธิบาย การสำรวจ และการขยายความ (2) ไม่ชี้นำ: คำถามเหล่านี้ไม่ชี้นำบุคคลไปสู่คำตอบหรือทางออกที่เฉพาะเจาะจง แต่เปิดโอกาสให้เกิดการค้นพบเชิงลึกภายในอย่างแท้จริง (3) มีเจตนาชัดเจน: คำถามทรงพลัง มีเจตนาที่ชัดเจน มุ่งเป้าไปที่การสำรวจที่เฉพาะเจาะจง

ดังนั้น คำถามทรงพลังจึงมีประโยชน์มากกว่าแค่เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล กระตุ้นการคิด หรือเปิดมุมมองใหม่ๆ เท่านั้น แต่มันยังช่วยให้ผู้ตั้งคำถามเกิด Self-awareness ในตนเองเพิ่มขึ้น เห็นความคิด ความรู้สึกของตนเอง ซึ่งมีส่วนสำคัญในกระบวนการตัดสินใจเลือกกระทำหรือแสดงออกพฤติกรรมบางอย่าง (Responsible decision-making) และคำถามทรงพลังยังช่วยเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relationship skills) โดยเฉพาะในการทำงานที่ต้องมีการติดต่อกับผู้คนอยู่เสมอ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้คือองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการฝึกฝน #ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and emotional learning; SEL) และเป็นเป้าหมายเดียวของทีมงาน SELminder ที่พยายามผลักดันให้ทุกคนได้เข้าใจและเกิดทักษะเหล่านี้


The Power Questions Matrix ได้แบ่งพื้นที่สำคัญออกเป็น 4 ส่วน 4 ช่อง หรือ 4 Quadrants โดยเป็นการสร้าง Matrix บนแกนสำคัญสองเรื่องหลัก ได้แก่ แกนแนวตั้ง: การให้ความสำคัญกับคำถามเชิงการนำไปปฏิบัติ (Implementation) หรือการให้ความสำคัญกับคำถามที่สะท้อนภาพรวมหรือภาพใหญ่ (Big Pictures) และแกนแนวนอน: การให้ความสำคัญกับคำถามเชิงหลักการณ์ ความเป็นเหตุเป็นผล (Rational) หรือการให้ความสำคัญกับคำถามที่เจาะลึกอารมณ์ ความรู้สึก

ยกตัวอย่างเช่น ในกรอบล่างซ้าย Execution (การปฏิบัติ) ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกันระหว่างการนำไปปฏิบัติ/และเหตุผล ดังนั้น คุณจึงควรถามคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับการนำไปปฏิบัติ ซึ่งก็คือคำถามที่โฟกัสไปที่กลยุทธ์นั่นเอง อย่างเช่น “คุณจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร” หรือ “คุณคาดว่าจะใช้เวลาเท่าไรในการทำสิ่งนี้” และอื่นๆ

The Power Questions หรือคำถามทรงพลังทั้ง 4 ประเภท มีจุดเน้นที่พิเศษที่แตกต่างกัน

  1. คำถามเชิงกลยุทธ์ (Strategy)
    • เน้นที่ “ทิศทาง” มุ่งไปที่การคิดภาพรวมและเป้าหมาย
    • สำรวจเป้าหมาย จุดประสงค์ และวัตถุประสงค์เบื้องต้น
  2. คำถามเชิงปฏิบัติการ (Execution)
    • เน้นที่ “วิธี” ในการบรรลุเป้าหมาย
    • เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติจริง ไทม์ไลน์ และทรัพยากร
  3. คำถามเชิงจุดประกายฝัน (Dreams)
    • แตะไปถึงแรงบันดาลใจ ความหลงใหล และความปรารถนาภายใน
    • เกี่ยวข้องกับการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์
  4. คำถามเชิงความกลัว (Fears)
    • ค้นลึกลงไปถึงความกลัว ความกังวล และอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น
    • ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงและจุดที่อาจต้องปรับปรุง

คำถามเชิงกลยุทธ์ช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวม พวกมันพาคุณไปไกลกว่างานประจำวันและเจาะลึกถึง “เหตุผล” เบื้องหลังการกระทำของคุณ ดังนั้น คุณจึงควรถามคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายที่สูงขึ้นว่า ค้นหา Why ทำไมถึงทำสิ่งนั้น 

ตัวอย่างคำถาม:

  • “ทำไมคุณถึงอยากทำสิ่งนั้น?”
  • “ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายที่คุณต้องการคืออะไร?”
  • “โครงการนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของเราอย่างไร?”
  • “มีแนวทางเลือกอื่นที่พวกเรายังไม่ได้พิจารณาหรือไม่?”

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กคนหนึ่ง รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการดำเนินงานปัจจุบัน เขาเรียกประชุมทีมและถามทุกคนว่า “เราจะปรับกระบวนการทำงานของพวกเราอย่างไร? ให้คล่องตัวขึ้นและตอบโจทย์เป้าหมาย 5 ปีขององค์กร” คำถามทรงพลังข้อนี้ช่วยเปิดประตูสู่การสำรวจวิธีการทำงานในปัจจุบัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือการทบทวนโมเดลธุรกิจ

คำถามเชิงปฏิบัติการ มุ่งแปลงแผนให้เป็นความจริง เมื่อคุณได้กำหนดทิศทางที่จะไปไว้แล้ว ดังนั้น คุณจึงควรคำถามเชิงปฏิบัติการจึงจะเกี่ยวข้องกับการทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจริง มุ่งเน้นที่การลงมือทำและการนำไปปฏิบัติ

ตัวอย่างคำถาม:

  • “มีขั้นตอนที่เฉพาะเจาะจงใดบ้าง ที่จะพาพวกเราไปสู่เป้าหมาย?”
  • “ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละงาน?”
  • “ไทม์ไลน์ที่เป็นไปได้จริงของงานชิ้นนี้คือวันไหน เมื่อไหร่?”

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: หัวหน้าทีมโครงการคนปัจจุบัน ถามลูกทีมว่า “พวกเราต้องการทรัพยากรอะไรบ้างเพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ? ภายในกรอบเวลาที่เรามีอยู่?” คำถามทรงพลังข้อนี้นำพาไปสู่การคิดหาโซลูชั่น ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการกำหนดงบประมาณใหม่ จัดสรรบุคลากร หรือการเพิ่มตัวช่วยหรือเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นตั้งแต่เนิ่นๆ

คำถามเชิงจุดประกายฝันช่วยให้เราเติมเต็มศักยภาพและมองเห็นว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ดังนั้น คำถามของคุณจึงควรมุ่งเน้นไปที่การค้นหาคุณค่าภายใน แรงบันดาลใจ ความตื่นเต้น โอกาส หรือแนวคิดใหม่ๆ ผลักดันนวัตกรรม

ตัวอย่างคำถาม:

  • “ถ้าวันนี้ไม่มีข้อจำกัดอะไรเลย เราจะทำอะไรบ้าง?”
  • “คุณเห็นภาพตัวเองในวันที่ประสบความสำเร็จ เป็นอย่างไร?”
  • “อะไรทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุดเกี่ยวกับโครงการหรือโอกาสนี้?”
  • “สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกตื้นเต้นที่สุดในงานช่วงนี้คืออะไร”

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: เพื่อนของคุณกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางอาชีพ และไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี คุณถามเพื่อนว่า “คุณหลงใหลหรืออยากทำอะไรจริงๆ?” หรือ “คุณอยากให้ผู้คนจดจำคุณแบบไหน?” คำถามทรงพลังเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการค้นหาคุณค่าภายในตนเองมากยิ่งขึ้น

คำถามเชิงความกลัวช่วยให้คุณได้กลับมาสำรวจความคิด ความรู้สึก หรือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความกลัวที่กำลังเกิดขึ้นนั้นว่าคืออะไร มันช่วยให้คุณได้เผชิญหน้ากับอุปสรรคโดย ตระหนักรู้ ยอมรับ และหาวิธีการตอบสนองเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น คุณจำเป็นต้องถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับความกังวล ความวิตกกังวล หรือความคับข้องใจ ซึ่งอาจจะเป็นตัวอุปสรรคต่อการมุ่งไปสู่ความฝันและแรงบันดาลใจได้

ตัวอย่างคำถาม:

  • “อะไรคือความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของฉันเกี่ยวกับโครงการนี้?”
  • “อะไรคืออุปสรรคทำลายความคืบหน้าของตัวคุณ?”
  • “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เราควรวางแผนรับมือคืออะไร?”

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ผู้ประกอบการคนหนึ่งกำลังเตรียมแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ถามขึ้นมาในที่ประชุมว่า “ส่วนไหนในแผนปฏิบัติการครั้งนี้ ที่ทำให้คุณรู้สึกกังวลใจมากที่สุด” หรือ “ส่วนไหนในงานที่คุณรับผิดชอบอยู่ตอนนี้ท้าทายที่สุด?”


ข้อมูลจากงานการศึกษาพบว่า:

  • งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่ถามคำถามที่ชาญฉลาดมากขึ้นจะส่งเสริมผลงานของทีมที่แข็งแกร่งขึ้น (ที่มา: Harvard Business Review)
  • การศึกษาบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างการถามคำถามทรงพลังและระดับความอยู่ดีมีสุขที่เพิ่มขึ้น (ที่มา: Journal of Positive Psychology)
  • ผู้คนที่ถามคำถามเชิงไตร่ตรองกับตนเองเป็นประจำแสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ในตนเองและความสามารถในการแก้ปัญหาที่ดียิ่งขึ้น (ที่มา: Psychology Today)


อ้างอิง
Power Questions: Build Relationships, Win New Business, and Influence Others by Andrew Sobel and Jerold Panas
https://andrewsobel.com/article/four-types-of-power-questions/
https://andrewsobel.com/article/how-to-ask-powerful-questions/

Armer Khanachang

Armer Khanachang

Founder at SELminder,

บทความล่าสุด

ระดับการฟังของตัวคุณ อยู่เลเวลไหนกันนะ!? : Otto Scharmar’s 4 Levels of Listening

การรับฟัง คือ การยอมรับที่จะฟัง และการรับฟังไม่ใช่การฟังแค่เฉพาะสิ่งที่เราอยากฟัง แต่เป็นการตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายอยากพูดหรืออยากสื่อสารออกมา

The Emotion Guidance Scale : เครื่องมือไต่ระดับปรับอารมณ์

Abraham-Hicks: Emotional Guidance Scale (หรือ มาตราส่วนสำหรับวัดระดับอารมณ์) แนวคิดหลักของเครื่องมือตัวนี้คือ การคอยวัดระดับ “อารมณ์” ของตัวเราว่าอยู่ในโซนไหน

กลยุทธ์ 7Cs เพื่อการสื่อสารอย่างประสิทธิภาพ

การสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเป็นทักษะที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งในที่ทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว มันไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณได้รับในสิ่งที่คุณต้องการเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและพัฒนาทักษะส่วนตนอีกด้วย